กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้น
ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ
กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ ตามจังหวะของเสียงดนตรีและเสียงเพลง มีผู้ให้ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะหลายท่าน กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2553: 9) สรุปไว้ว่า กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่ร่างกายตอบสนองต่อจังหวะของเสียงเพลงและดนตรีตามอัตราความช้าและความเร็วของจังหวะ และแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการไม่ใช่แต่เพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา
การเคลื่อนไหวและจังหวะมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์
วรศักดิ์ เพียรชอบ (2527: 131-132) กล่าวถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวสรุป ได้ดังนี้
1. ช่วยให้เด็กเรียนรู้เทคนิคและวิธีการคิดค้นและการแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวหรือปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ดียิ่งขึ้น เพราะการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยวิธีการต่าง ๆ ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจวิธีการและเทคนิคในการคิดค้นได้ด้วยตัวเอง
2. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีทักษะในการเคลื่อนไหวแต่ละอย่างได้เป็นอย่างดีต่อไป
3. ช่วยให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจในความจำกัดของความสามารถในการเคลื่อนไหวของส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ เข้าใจว่าส่วนใดของร่างกายที่สามารถปฏิบัติได้หรือมีความจำกัดในการเคลื่อนไหวอย่างไร และในขณะเดียวกัน เด็กก็จะปรับความสามารถและความจำกัดเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เหมาะสมต่อไป
4. ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในทางสร้างสรรค์และรักษาไว้ซึ่งความสามารถในทางสร้างสรรค์นั้น ทั้งนี้เพราะการเรียนแบบวิธีคิดค้นการเคลื่อนไหว เป็นกิจกรรมแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในการสร้างสรรค์และรักษาไว้ซึ่งความสามารถของตนได้เป็นอย่างดี
5. ช่วยให้เด็กเข้าใจประโยชน์ของการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี และสามารถนำประโยชน์ในการเคลื่อนไหวเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนต่อไป เช่น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางนันทนาการในช่วงเวลาว่าง เป็นต้น
6. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีความรู้สึกชอบเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเครื่องผ่อนแรง ดังนั้น การปลูกฝังให้เด็กมีความรักในการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จึงนับว่ามีความสำคัญมาก
7. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจลักษณะความหมายของการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสามารถเรียกชื่อลักษณะการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง
การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของเด็ก เด็กได้พัฒนาทักษะในการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งมีการพัฒนาและปรับสมดุลของร่างกายขณะเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ ความพร้อมเหล่านี้ เด็กสามารถนำไปใช้ในกิจวัตรประจำวันได้ในทันที ไม่ใช่เพียงการพัฒนาด้านร่างกายเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวยังช่วยให้เด็กได้แสดงออกด้านอารมณ์ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ในการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว ครูจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้เด็กเกิดความรักความสนุกสนานไปกับกิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมทางกายอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกรใช้ทักษะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะกลไกทุก ๆ ด้าน และการสร้างเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไปพร้อมกัน
ประเภทของกิจกรรมการเคลื่อนไหว
กิจกรรมการเคลื่อนไหวสามารถแบ่งออกได้หลายรูปแบบตามการจัดแบ่งประเภทในสาขาวิชาทางด้านปฐมวัยศึกษาและทางด้านพลศึกษา แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนาเด็กตามสภาพได้อย่างเหมาะสมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามจุดมุ่งหมายที่กำหนด
สรุป ประเภทของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น
รังสฤษฏ์ิ บุญชะลอ (2539) กล่าวถึง การแบ่งชนิดของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในขณะที่ยืนอยู่หรือนั่งอยู่กับที่ เช่น ตบมือ ก้มเงย ผงกศีรษะ สั่นแขน ดัน บิดตัว ยกเท้า นั่งลง ลุกขึ้น กระทืบเท้า เหยียดเท้าและเหยียดแขนออกไป เป็นต้น
2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องเคลื่อนออกไปจากจุดเดิม การเคลื่อนไหวแบบนี้ขึ้นอยู่กับการใช้เท้าเป็นสำคัญ โดยการก้าวเท้าออกไปในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดดไปข้างหน้าและข้างหลัง เป็นต้น
ทักษะของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ส่วนฐานของร่างกายอยู่กับที่ไม่ต้องเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองเป็น 3 ลักษณะคือ
1.1 การเคลื่อนไหวพื้นฐาน เป็นทักษะง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาแต่เกิด อาจเริ่มต้นด้วย
การยืนอยู่กับที่แล้วก้มตัวลง เงยหน้าขึ้นแล้วเอียงตัวไปทางซ้าย-ขวา เหวี่ยงแขนบิดตัวไปมา หมุนแขน คอเข่า เอว ข้อเท้า การฝึกอาจจัดให้เป็นแนววงกลมหรือแถวเดียวหน้ากระดานและให้ทำพร้อมกัน คำนึงถึงความสะดวกในการดูแลอย่างทั่วถึง จุดสำคัญต้องเน้นคือการหาทางจูงใจเด็กให้เกิดความสนใจและสนุกสนานในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวพื้นฐานแบบนี้ เช่น
การก้มตัว คือ การงอพับข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายที่จะทำให้ร่างกายส่วนบนเข้ามาใกล้
กับส่วนกลาง
การเหยียดตัว คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงข้ามกับการก้มตัว โดยพยายามยืดเหยียดทุกส่วน
ของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การบิดตัว คือ การเคลื่อนไหวร่างกายโดยการบิดลำตัวท่อนบนไปรอบ ๆ แกนตั้ง
การหมุนตัว คือ การหมุนตัวไปรอบ ๆ ร่างกาย มากกว่าการบิดตัวซึ่งทำให้เท้าข้างหนึ่ง
อาจหมุนตามไปด้วย
การโยกตัว คือ การย้ายน้ำหนักส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยส่วน
ทั้งสองจะต้องแตะพื้นคนละครั้งสลับกันไป
การแกว่งหรือการหมุนเหวี่ยง คือ การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยหมุนรอบจุดใด
จุดหนึ่งให้เป็นรูปโค้งหรือรูปวงกลมที่แบบลูกตุ้มนาฬิกา เช่น การแกว่งแขน ขา ลำตัว เป็นต้น
การเอียง คล้ายกับการโยกส่วนโค้งจะเป็นโค้งเข้ากับพื้น ส่วนโค้งจะเป็นโค้งเข้าหาพื้น
ด้านซ้ายหรือด้านขวา การเอียงจะไมรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับการแกว่ง
การดันหรือผลัก การเคลื่อนไหวโดยการดัน มักจะเป็นการดันออกจากร่างกาย เช่น การดัน
สิ่งของและการกดสิ่งของ
การดึง เป็นการเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการดัน คือมักจะเป็นการดึงเข้าหาร่างกายหรือดึงไปทิศทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ
การสั่น คือ การเคลื่อนไหวที่มีการสั่นสะเทือนของส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือทุกส่วน
การตี เป็นการเคลื่อนไหวที่มาเร็วแล้วหยุด
1.2 การเคลื่อนไหวแบบสัมพันธ์ ซึ่งเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวที่ใช้ส่วนของร่างกายให้
สัมพันธ์กัน เช่น แขนกับขา ขาวกับลำตัว ทั้งนี้ต้องอาศัยความแข็งแรงและสมรรถภาพทางกายของบุคคลเป็นองค์ประกอบด้วย โดยนำเอาทักษะพื้นฐานมาผสมให้ติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ย่อตัวลงแล้วเหยียดตัวขึ้น ผลักแล้วดึง เอียงแล้วเหวี่ยง เหวี่ยงแล้วบิดตัวไปมา เป็นต้น
1.3 การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ เป็นการใช้อุปกรณ์มาประกอบในการเคลื่อนไหว
โดยไม่เคลื่อนที่ เช่นไม้ คฑา บอล ห่วง ยางรถยนต์
2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายแบบง่าย ๆ และสลับซับซ้อน เป็นการเคลื่อนน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งและได้ระยะทางไปด้วย ซึ่งแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ
2.1 การเคลื่อนไหวปกติ ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่เป็นแบบอย่างของอิริยาบถง่าย ๆ ทั่วไป
เช่น
การเดิน หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักก้าวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกครั้งหนึ่งจะต้องอยู่
บนพื้นเสมอ
การวิ่ง หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่ง โดยในขณะที่ถ่าย
น้ำหนักตัวนั้น เท้าทั้งสองจะไม่อยู่บนพื้นเลย จังหวะการลงสู่พื้นดินเรียกว่าจังหวะเดิน
การกระโดด หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นพร้อมกันทั้งสองเท้า แล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองพร้อม ๆ กัน ขณะที่ลงสู่พื้นเข่าทั้งสองจะต้องย่อเล็กน้อยเพื่อผ่อนแรงกระแทก การลงสู่พื้นต้องลงด้วย
การกระโจน หมายถึง การวิ่งช้า ๆ ให้ลอยตัวอยู่ในอากาศนาน ๆ กว่าธรรมดา ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าก่อนฝ่าเท้า และงอเข่าในขั้นสุดท้ายตามจังหว ะเป็นการรวมทั้งทักษะการเดินกับวิ่งเข้าด้วยกัน
การเขย่ง หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นด้วยขาข้างเดียวแล้วลงสู่พื้นด้วยขาข้างเดิม ไม่มีการถ่ายน้ำหนักตัวจากขาขาหนึ่งไปอีกขาหนึ่ง ขาจะทำงานเพียงข้างเดียว
การก้าวชิด หมายถึง การก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งไปข้างหน้าแล้วก้าวเท้าหลังตามมาชิดกับ
เท้าหน้า ถ้าทำแบบเดียวกันตลอดหรือสลับเปลี่ยนเท้าได้
2.2 การเคลื่อนไหวพิเศษ เป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ใช้พื้นฐานการเดิน การวิ่ง การเขย่ง โดยการเพิ่มก้าวและจังหวะ ลักษณะการก้าวจะผสมกัน เช่น
การสไลด์/การลื่นไถล หมายถึง การผสมผสานของการเดินสองก้าว ก้าวแรกจะก้าวไป
ทางไหนก็ได้โดยเท้าอีกข้างก็จะก้าวตามไปชิดโดยเร็ว การก้าวแบบนี้เท้าแรกจะลากไปตามพื้นเท้าอีกข้างจะลากตามไปชิด การลากเท้าไปชิดแต่ละครั้งต้องไม่ให้เท้าพ้นพื้น และให้เข้ากับจังหวะดนตรี
การวิ่งสลับเท้า หมายถึง การผสมผสานระหว่างการวิ่งกับการเขย่ง เป็นการก้าวกระโดดเขย่งโดยจังหวะที่ใช้ในการกระโดดสลับเท้านั้นเร็ว เป็นจังหวะแบ่งก้าวกระโดดเขย่งด้วยเท้าซ้ายและก้าวเท้าขวา
การควบม้า หมายถึง การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยการก้าวตามชิดอีกเท้าหนึ่งเข้าไปชิดเท้า
หน้า ซึ่งเท้าเดิมจะนำหน้าอยู่เสมอตามจังหวะ หลาย ๆ ครั้งติดต่อกันแล้วอาจจะเปลี่ยนเท้านำก็ได้ การควบม้าเป็นพื้นฐานของการทำโพลกา้
การกระโดดกระต่าย หมายถึง การกระโดดลอยตัวไปข้างหน้าหรือถอยหลังลงสู่พื้นดินด้วยเท้าคู่แบบการกระโดด แต่จังหวะการลงสู่พื้นช้ากว่าและลงสู่พื้นด้วยปลายเท้า ทรงตัวบนปลายเท้าย่อเข่าจังหวะช้ากับจังหวะเดิมเป็นการเลียนแบบกระโดดของกระต่าย อาจจะเอามือทั้งสองชูขึ้นข้างหูคล้ายกับกระต่ายก็ได้
การชิด – ก้าว หมายถึง การก้าวเท้าไปแล้วลากเท้ามาชิด แล้วก้าวเท้าที่ก้าวนำไปครั้งแรก
ไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวตามจังหวะ ก้าว-ชิด-ก้าว
การเดินซาติส หมายถึง การเดินไปข้างหน้า 3 ก้าวและกระโดดเขย่งในก้าวที่ 4
(เดิน-เดิน-เดิน-กระโดดเขย่ง)
การเดินโพลก้า เหมือนกับการทำ ก้าว-ชิด-กา้ ว แต่เพิ่มการกระโดดเขย่งเข้าไปด้วย
(กระโดดเขย่ง-ก้าว-ชิด-ก้าว)
การเดินมาเซอร์ก้า หมายถึง การก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ก้าวเท้าขวาตัดซ้าย มาวางแทน
เท้าซ้ายแล้วกระโดดเขย่งด้วยปลายเท้า งอเข่าซ้ายแล้วเริ่มไปข้างเดิมเสมอ (ก้าว-ก้าวเขย่ง-ก้าวเขย่ง)
การเขย่ง หมายถึง การใช้เท้าหนึ่งเป็นแกนหมุน ใช้เท้าอีกเท้าหนึ่งก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เป็นการเคลื่อนที่ในวงกลม น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าที่เป็นแกนหมุน เป็นพื้นฐานของการคล้องคู่หมุน การหมุนคู่ที่เหวี่ยงตัวไปหาคู่ต่อไป
ที่มา:
สาริกา แก้วน้ำ, สุพรทิพย์ ภุมมา, ประทีป สุทัศน์ และรังสิมา อุดมกิจ. (2553). ผลของชุดกิจกรรมเคลื่อนไหว
ประกอบเพลงที่มีต่อทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรม ในสถาบันราชานุกูล.
กรุงเทพมหานคร: กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.
- ข้อมูลเพิ่มเติม -
การเคลื่อนไหวเบื้องต้น (BASIC MOVEMENT)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น