หน้าเว็บ

กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้น

 กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้น

 ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ

กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ ตามจังหวะของเสียงดนตรีและเสียงเพลง มีผู้ให้ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะหลายท่าน กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2553: 9) สรุปไว้ว่า กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่ร่างกายตอบสนองต่อจังหวะของเสียงเพลงและดนตรีตามอัตราความช้าและความเร็วของจังหวะ และแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการไม่ใช่แต่เพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา

การเคลื่อนไหวและจังหวะมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์

วรศักดิ์ เพียรชอบ (2527: 131-132) กล่าวถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวสรุป ได้ดังนี้

1. ช่วยให้เด็กเรียนรู้เทคนิคและวิธีการคิดค้นและการแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวหรือปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ดียิ่งขึ้น เพราะการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่ เป็นกิจกรรมให้เด็กมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยวิธีการต่าง ๆ ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจวิธีการและเทคนิคในการคิดค้นได้ด้วยตัวเอง

2. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีทักษะในการเคลื่อนไหวแต่ละอย่างได้เป็นอย่างดีต่อไป

3. ช่วยให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจในความจำกัดของความสามารถในการเคลื่อนไหวของส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ เข้าใจว่าส่วนใดของร่างกายที่สามารถปฏิบัติได้หรือมีความจำกัดในการเคลื่อนไหวอย่างไร และในขณะเดียวกัน เด็กก็จะปรับความสามารถและความจำกัดเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เหมาะสมต่อไป

4. ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในทางสร้างสรรค์และรักษาไว้ซึ่งความสามารถในทางสร้างสรรค์นั้น ทั้งนี้เพราะการเรียนแบบวิธีคิดค้นการเคลื่อนไหว เป็นกิจกรรมแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการในการสร้างสรรค์และรักษาไว้ซึ่งความสามารถของตนได้เป็นอย่างดี

5. ช่วยให้เด็กเข้าใจประโยชน์ของการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี และสามารถนำประโยชน์ในการเคลื่อนไหวเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนต่อไป เช่น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางนันทนาการในช่วงเวลาว่าง เป็นต้น

6. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีความรู้สึกชอบเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเครื่องผ่อนแรง ดังนั้น การปลูกฝังให้เด็กมีความรักในการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จึงนับว่ามีความสำคัญมาก

7. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจลักษณะความหมายของการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสามารถเรียกชื่อลักษณะการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง

การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของเด็ก เด็กได้พัฒนาทักษะในการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งมีการพัฒนาและปรับสมดุลของร่างกายขณะเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ ความพร้อมเหล่านี้ เด็กสามารถนำไปใช้ในกิจวัตรประจำวันได้ในทันที ไม่ใช่เพียงการพัฒนาด้านร่างกายเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวยังช่วยให้เด็กได้แสดงออกด้านอารมณ์ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ในการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว ครูจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้เด็กเกิดความรักความสนุกสนานไปกับกิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมทางกายอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกรใช้ทักษะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะกลไกทุก ๆ ด้าน  และการสร้างเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไปพร้อมกัน


ประเภทของกิจกรรมการเคลื่อนไหว

กิจกรรมการเคลื่อนไหวสามารถแบ่งออกได้หลายรูปแบบตามการจัดแบ่งประเภทในสาขาวิชาทางด้านปฐมวัยศึกษาและทางด้านพลศึกษา แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนาเด็กตามสภาพได้อย่างเหมาะสมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามจุดมุ่งหมายที่กำหนด

สรุป ประเภทของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น

รังสฤษฏ์ิ บุญชะลอ (2539) กล่าวถึง การแบ่งชนิดของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในขณะที่ยืนอยู่หรือนั่งอยู่กับที่ เช่น ตบมือ ก้มเงย ผงกศีรษะ สั่นแขน ดัน บิดตัว ยกเท้า นั่งลง ลุกขึ้น กระทืบเท้า เหยียดเท้าและเหยียดแขนออกไป เป็นต้น

2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องเคลื่อนออกไปจากจุดเดิม การเคลื่อนไหวแบบนี้ขึ้นอยู่กับการใช้เท้าเป็นสำคัญ โดยการก้าวเท้าออกไปในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดดไปข้างหน้าและข้างหลัง เป็นต้น

ทักษะของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ส่วนฐานของร่างกายอยู่กับที่ไม่ต้องเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองเป็น 3 ลักษณะคือ

1.1 การเคลื่อนไหวพื้นฐาน เป็นทักษะง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาแต่เกิด อาจเริ่มต้นด้วย

การยืนอยู่กับที่แล้วก้มตัวลง  เงยหน้าขึ้นแล้วเอียงตัวไปทางซ้าย-ขวา เหวี่ยงแขนบิดตัวไปมา หมุนแขน คอเข่า เอว ข้อเท้า การฝึกอาจจัดให้เป็นแนววงกลมหรือแถวเดียวหน้ากระดานและให้ทำพร้อมกัน คำนึงถึงความสะดวกในการดูแลอย่างทั่วถึง จุดสำคัญต้องเน้นคือการหาทางจูงใจเด็กให้เกิดความสนใจและสนุกสนานในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวพื้นฐานแบบนี้ เช่น

การก้มตัว คือ การงอพับข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายที่จะทำให้ร่างกายส่วนบนเข้ามาใกล้

กับส่วนกลาง

การเหยียดตัว คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงข้ามกับการก้มตัว โดยพยายามยืดเหยียดทุกส่วน

ของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

การบิดตัว คือ  การเคลื่อนไหวร่างกายโดยการบิดลำตัวท่อนบนไปรอบ ๆ แกนตั้ง

การหมุนตัว คือ การหมุนตัวไปรอบ ๆ ร่างกาย มากกว่าการบิดตัวซึ่งทำให้เท้าข้างหนึ่ง

อาจหมุนตามไปด้วย

การโยกตัว คือ การย้ายน้ำหนักส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยส่วน

ทั้งสองจะต้องแตะพื้นคนละครั้งสลับกันไป 

การแกว่งหรือการหมุนเหวี่ยง คือ การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยหมุนรอบจุดใด

จุดหนึ่งให้เป็นรูปโค้งหรือรูปวงกลมที่แบบลูกตุ้มนาฬิกา เช่น การแกว่งแขน ขา ลำตัว เป็นต้น

การเอียง คล้ายกับการโยกส่วนโค้งจะเป็นโค้งเข้ากับพื้น ส่วนโค้งจะเป็นโค้งเข้าหาพื้น

ด้านซ้ายหรือด้านขวา การเอียงจะไมรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับการแกว่ง

การดันหรือผลัก การเคลื่อนไหวโดยการดัน มักจะเป็นการดันออกจากร่างกาย เช่น การดัน

สิ่งของและการกดสิ่งของ

การดึง เป็นการเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการดัน คือมักจะเป็นการดึงเข้าหาร่างกายหรือดึงไปทิศทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ

การสั่น คือ การเคลื่อนไหวที่มีการสั่นสะเทือนของส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือทุกส่วน

การตี เป็นการเคลื่อนไหวที่มาเร็วแล้วหยุด


1.2 การเคลื่อนไหวแบบสัมพันธ์ ซึ่งเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวที่ใช้ส่วนของร่างกายให้

สัมพันธ์กัน เช่น แขนกับขา ขาวกับลำตัว ทั้งนี้ต้องอาศัยความแข็งแรงและสมรรถภาพทางกายของบุคคลเป็นองค์ประกอบด้วย โดยนำเอาทักษะพื้นฐานมาผสมให้ติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ย่อตัวลงแล้วเหยียดตัวขึ้น ผลักแล้วดึง เอียงแล้วเหวี่ยง เหวี่ยงแล้วบิดตัวไปมา เป็นต้น

1.3 การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ เป็นการใช้อุปกรณ์มาประกอบในการเคลื่อนไหว

โดยไม่เคลื่อนที่ เช่นไม้ คฑา บอล ห่วง ยางรถยนต์


        2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายแบบง่าย ๆ และสลับซับซ้อน เป็นการเคลื่อนน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งและได้ระยะทางไปด้วย ซึ่งแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ

        2.1 การเคลื่อนไหวปกติ ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่เป็นแบบอย่างของอิริยาบถง่าย ๆ ทั่วไป 

เช่น

การเดิน หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักก้าวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกครั้งหนึ่งจะต้องอยู่

บนพื้นเสมอ

การวิ่ง หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่ง โดยในขณะที่ถ่าย

น้ำหนักตัวนั้น เท้าทั้งสองจะไม่อยู่บนพื้นเลย จังหวะการลงสู่พื้นดินเรียกว่าจังหวะเดิน 

การกระโดด หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นพร้อมกันทั้งสองเท้า แล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองพร้อม ๆ กัน ขณะที่ลงสู่พื้นเข่าทั้งสองจะต้องย่อเล็กน้อยเพื่อผ่อนแรงกระแทก การลงสู่พื้นต้องลงด้วย

การกระโจน หมายถึง การวิ่งช้า ๆ ให้ลอยตัวอยู่ในอากาศนาน ๆ กว่าธรรมดา ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าก่อนฝ่าเท้า และงอเข่าในขั้นสุดท้ายตามจังหว ะเป็นการรวมทั้งทักษะการเดินกับวิ่งเข้าด้วยกัน

การเขย่ง หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นด้วยขาข้างเดียวแล้วลงสู่พื้นด้วยขาข้างเดิม ไม่มีการถ่ายน้ำหนักตัวจากขาขาหนึ่งไปอีกขาหนึ่ง ขาจะทำงานเพียงข้างเดียว

การก้าวชิด หมายถึง การก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งไปข้างหน้าแล้วก้าวเท้าหลังตามมาชิดกับ

เท้าหน้า ถ้าทำแบบเดียวกันตลอดหรือสลับเปลี่ยนเท้าได้


                2.2 การเคลื่อนไหวพิเศษ เป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ใช้พื้นฐานการเดิน การวิ่ง การเขย่ง โดยการเพิ่มก้าวและจังหวะ ลักษณะการก้าวจะผสมกัน เช่น

การสไลด์/การลื่นไถล หมายถึง การผสมผสานของการเดินสองก้าว ก้าวแรกจะก้าวไป

ทางไหนก็ได้โดยเท้าอีกข้างก็จะก้าวตามไปชิดโดยเร็ว การก้าวแบบนี้เท้าแรกจะลากไปตามพื้นเท้าอีกข้างจะลากตามไปชิด การลากเท้าไปชิดแต่ละครั้งต้องไม่ให้เท้าพ้นพื้น และให้เข้ากับจังหวะดนตรี

การวิ่งสลับเท้า หมายถึง การผสมผสานระหว่างการวิ่งกับการเขย่ง เป็นการก้าวกระโดดเขย่งโดยจังหวะที่ใช้ในการกระโดดสลับเท้านั้นเร็ว เป็นจังหวะแบ่งก้าวกระโดดเขย่งด้วยเท้าซ้ายและก้าวเท้าขวา

การควบม้า หมายถึง การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยการก้าวตามชิดอีกเท้าหนึ่งเข้าไปชิดเท้า

หน้า ซึ่งเท้าเดิมจะนำหน้าอยู่เสมอตามจังหวะ หลาย ๆ ครั้งติดต่อกันแล้วอาจจะเปลี่ยนเท้านำก็ได้ การควบม้าเป็นพื้นฐานของการทำโพลกา้

การกระโดดกระต่าย หมายถึง การกระโดดลอยตัวไปข้างหน้าหรือถอยหลังลงสู่พื้นดินด้วยเท้าคู่แบบการกระโดด แต่จังหวะการลงสู่พื้นช้ากว่าและลงสู่พื้นด้วยปลายเท้า ทรงตัวบนปลายเท้าย่อเข่าจังหวะช้ากับจังหวะเดิมเป็นการเลียนแบบกระโดดของกระต่าย อาจจะเอามือทั้งสองชูขึ้นข้างหูคล้ายกับกระต่ายก็ได้

การชิด – ก้าว หมายถึง การก้าวเท้าไปแล้วลากเท้ามาชิด แล้วก้าวเท้าที่ก้าวนำไปครั้งแรก

ไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวตามจังหวะ ก้าว-ชิด-ก้าว

การเดินซาติส หมายถึง การเดินไปข้างหน้า 3 ก้าวและกระโดดเขย่งในก้าวที่ 4 

(เดิน-เดิน-เดิน-กระโดดเขย่ง)

การเดินโพลก้า เหมือนกับการทำ ก้าว-ชิด-กา้ ว แต่เพิ่มการกระโดดเขย่งเข้าไปด้วย 

(กระโดดเขย่ง-ก้าว-ชิด-ก้าว)

การเดินมาเซอร์ก้า หมายถึง การก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ก้าวเท้าขวาตัดซ้าย มาวางแทน

เท้าซ้ายแล้วกระโดดเขย่งด้วยปลายเท้า งอเข่าซ้ายแล้วเริ่มไปข้างเดิมเสมอ (ก้าว-ก้าวเขย่ง-ก้าวเขย่ง)

การเขย่ง หมายถึง การใช้เท้าหนึ่งเป็นแกนหมุน ใช้เท้าอีกเท้าหนึ่งก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เป็นการเคลื่อนที่ในวงกลม น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าที่เป็นแกนหมุน เป็นพื้นฐานของการคล้องคู่หมุน การหมุนคู่ที่เหวี่ยงตัวไปหาคู่ต่อไป


ที่มา: 

สาริกา แก้วน้ำ, สุพรทิพย์ ภุมมา, ประทีป สุทัศน์ และรังสิมา อุดมกิจ. (2553). ผลของชุดกิจกรรมเคลื่อนไหว

ประกอบเพลงที่มีต่อทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรม ในสถาบันราชานุกูล

กรุงเทพมหานคร: กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.

DOWLOAD: https://th.rajanukul.go.th/_admin/file-research/234-0-1611729438.pdf สืบค้น 13 มิถุนายน 2566.


- ข้อมูลเพิ่มเติม - 

การเคลื่อนไหวเบื้องต้น  (BASIC  MOVEMENT)


           
                                                            โดย  สาวิตรี  แก้วรัก

        การเคลื่อนไหวเบื้องต้น  หมายถึง  การนำทักษะการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์มาประกอบกับจังหวะหรือเสียงของดนตรี  เป็นการวางรากฐานการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เป็นการเสริมสร้างความเข็งแรง  ความคล่องตัวและความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

        การเคลื่อนไหวเบื้องต้น (Fundamental Movement or Basic Movement) แบ่งออกเป็น 2  ลักษณะ  คือ
        -  การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่  (Non-Locomotor Movement)
        -  การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่  (Locomotor  Movement)

1.  การเคลื่อนไหวอยู่กับที่  (Non-Locomotor Movement)
            หมายถึง  การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ  ของร่างกายโดยที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  เช่น  การเหวี่ยงแขน  ขา  การหมุนแขน  ขา ลำตัว  การก้ม  เงย  การบิดลำตัว  การผลัก  ดึง  ดัน  ฯลฯ
            การก้มตัว  (Bending)  คือ  การงอพับข้อต่างๆ  ของร่างกาย  ที่จะทำให้ร่างกายส่วนบนเข้ามาใกล้ส่วนล่างของร่างกาย
            การยืด  หรือเหยียดตัว  (Streching)  คือ  การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการก้มตัว โดยพยายามเหยียดทุกส่วนของร่างกายให้ได้มากที่สุด
            การบิดตัว  (Twisting)  คือ  การเคลื่อนไหวของร่างกาย  โดยการบิดลำตัวท่อนบนไปรอบๆ
            การหมุนตัว  (Turning)  คือ  การหมุนตัวไปรอบๆ  ร่างกาย  มากกว่าการบิดตัวโดยการหมุนรอบจุดใดจุดหนึ่ง
            การแกว่ง  หรือเหวี่ยง  (Swinging)  คือ  การเคลื่อนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แขน  ขา  ลำตัว  ให้เป็นรูปโค้ง  หรือแบบลูกตุ้มนาฬิกา
            การเอียง  (Swaying)  คือ  การพับลำตัวด้านข้างให้เป็นส่วนโค้งเข้าหาพื้น
            การดัน  (Pushing)  คือ  การเคลื่อนโดยการออกแรงกด  การดันมักเป็นการดันออกจากร่างกาย
            การดึง  (Pulling)  คือ  การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการดัน  คือ  การออกแรงดึงเข้าหาร่างกาย  หรือดึงไปในในทิศทางใดทางหนึ่ง
            การโยกตัว  (Rocking)  คือ  การย้ายน้ำหนักจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย  โดยส่วนทั้งสองจะต้องแตะพื้นคนละครั้งสลับกันไป
 


                                                                      < ท่าทางการเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ > 
ที่มา: วิชาพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ 
และการเคลื่อนไหวแแบบมีอุปกรณ์ https://anyflip.com/ikkla/rprl/basic

่่2.  การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่  (Locomotor  Movement)
            หมายถึง  การเคลื่อนไหวร่างกาย  โดยที่ร่างกายเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  เช่น การเดิน  การวิ่ง  การกระโดด  การลื่นไถล  การกระโดดเขย่ง  การวิ่งสลับเท้า  และ  การควบม้า  ฯลฯ
            การเดิน  (Walking)  หมายถึง  การถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่ง  ในขณะเปลี่ยนน้ำหนักตัว  เท้าข้างใดข้างหนึ่งจะอยู่กับพื้น  และน้ำหนักของเท้าที่ลงสู่พื้นจะถ่ายจากส้นเท้าไปยังปลายเท้า  
            การวิ่ง  (Running)  หมายถึง  การก้าวเท้าสลับกันทีละข้าง  โดยการถีบเท้าส่งตัวขึ้นพ้นพื้น  งอเข่าสูง  ถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหลังไปเท้าหน้า  ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าและในขณะถ่ายน้ำหนักตัวเท้าทั้งสองไม่อยู่บนพื้น

            การกระโดด  (Jumping)  หมายถึง  การสปริงตัวขึ้นจากพื้นแล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองพร้อมๆกัน  
            การลื่นไถล  (Sliding)  หมายถึง  การเคลื่อนที่ไปทางด้านข้าง  โดยก้าวเท่าข้างใดข้างหนึ่งออกไปทางด้านข้าง  แล้วลากเท้าอีกข้างหนึ่งไปชิด  พร้อมกับเปลี่ยนน้ำหนักตัวมายังเท้าที่ลากเข้ามาชิด  
            การกระโดดเขย่ง  (Hopping)  หมายถึง  การสปริงตัวขึ้นจากพื้นด้วยเท้าข้างใดข้างหนึ่ง  แล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าข้างเดิม  
            การก้าวกระโดดเขย่ง  (Step-hop)  หมายถึง  เป็นการรวมท่าการเดินกับท่าการกระโดดเขย่งเข้าด้วยกัน  เพื่อเคลื่นที่ไปข้างหน้าและข้างหลัง  
            การวิ่งสลับเท้า  (Skipping)  หมายถึง  การนำเอาท่างทางการวิ่งกับการกระโดดเขย่งมารวมกัน  โดยการสปริงเท้าทั้งสองขึ้นพ้นพื้นพร้อมกับดึงเท้าที่อยู่ข้างหลังเอาไปไว้ข้างหน้า  ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าทั้งสองพร้อมกัน  เท้าจะสลับกันนำตลอดการเคลื่อนไหว  ถ้าเคลื่อนไปข้างหน้าน้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าหน้า  
            การควบม้า  (Galloping)  หมายถึง  การก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งนำ  แล้วก้าวอีกเท้าหนึ่งเข้าไปชิดส้นเท้านำ  โดยน้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้านำ  เท้าไหนนำจะต้องนำตลอดและปลายเท้าไม่เปิด  เป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า  
            การทำสอง  -  ก้าว  (ก้าว-ชิด-ก้าว)  (Two  -  Step)  หมายถึง  การก้าวเท้าไปข้างหน้า  ดึงอีกเท้าเข้าไปชิดเท้าแรก  ทิ้งน้ำหนักตัวไว้ที่เท้าหลัง  แล้วก้าวเท้าแรกไปข้างหน้า  น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าหน้าเสมอ  
            การทำซาติช  (Schottische)  หมายถึง  การนำเอาการเดินมารวมกับการกระโดดเขย่ง  โดยเดินไป  3  ก้าว  แล้วกระโดดเขย่งด้วยเท้าที่ก้าวเป็นครั้งที่  3  (ก้าว-ก้าว-ก้าว-กระโดเขย่ง)  
            การทำโพลก้า  (Polka)  หมายถึง  การนำเอาท่า  Two-Step  มารวมกับการกระโดดเขย่งลักษณะการเดินคือ  ก้าว-ชิด-ก้าว กระโดดเขย่ง  
            โด-ซิ-โด  (Do-Si-Do)  หมายถึง  การเดินสวนทางไปมากับคู่เป็นวงกลม  โดยเดินไปข้างหน้าไหล่ขวาเฉียดกัน  เดินถอยหลังไหล่ซ้ายเฉียดกัน 

 

<< ท่าทางการเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่ >>
ที่มา: วิชาพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 
เรื่อง การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ และการเคลื่อนไหวแแบบ
มีอุปกรณ์ https://anyflip.com/ikkla/rprl/basic

              การเคลื่อนไหวเบื้องต้นของร่างกายโดยทั่วไปมี  2  ลักษณะ  คือการเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่และการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่
1.  การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่  เป็นการใช้ส่วนต่างๆของร่างกายเคลื่อนไหวโดยที่ร่างกายอยู่กับที่  เช่น  การอ้าปาก  หุบปาก  การยกไหล่ขึ้นลง  การกระพริบตา  เป็นต้น  ส่วนท่าทางในการปฏิบัติภารกิจประจำวันและท่าทางที่ใช้ในการออกกำลังกาย  เล่นกีฬาโดยทั่วไป
2.  การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่  เป็นการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง  ได้แก่  การเดิน  การวิ่ง  การกระโดดเขย่ง  การกระโจน  การกระโดดสลับเท้า  การสไลด์  การควบม้า
            ดังนั้น  การเคลื่อนไหว  คือ  การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ต่อเนื่องกัน  โดยส่วนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว  ได้แก่  กลไกการทำงานของข้อต่อ  กล้ามเนื้อและระบบประสาท



  อ้างอิง ดวงพร  ศิริสมบัติ.  กิจกรรมเข้าจังหวะ.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โอเดียร์สโตร์,2539.


ที่มา: https://sites.google.com/site/sawitreekaewruk/article

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

MODULE 7 : การประเมินความสามารถผู้เรียน

แนวทางการประเมินความสามารถผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 https://evalpatomwai.blogspot.com/p/2568.html