ละครสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสมมติบทบาทหรือ
การแสดงละคร ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัย และเน้นอิสรภาพในการคิดและการแสดงออกของเด็ก
เพื่อให้เด็กสามารถแสดงออกซึ่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
โดยใช้ทักษะในด้านการแสดงออก ทางร่างกายและภาษา ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์
ตีความหมาย ตลอดจนทักษะของการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งทักษะการจัดการปัญหา
เพื่อที่จะให้เด็กเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประเด็น การเรียนรู้นั้น ๆ
บางครั้งละครสร้างสรรค์ก็ใช้เรื่องหรือนิทานเป็นจุดเริ่มต้น เพราะในเรื่องที่ดีนั้นจะต้องมีโครงสร้างที่ดีด้วย
ซึ่งจะช่วยเป็นกรอบสำหรับการแสดงที่มีทิศทางและมีความหมาย
แต่บางครั้งละครสร้างสรรค์ก็เริ่มจาก แรงจูงใจอื่น ๆ เช่น ข้อเท็จจริง รูปภาพ
วัตถุสิ่งของ เสียงต่าง ๆ ดนตรี บทเพลง บทกวี ปริศนาคำทาย หรือธรรมชาติรอบตัว เป็นต้น
(ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์, 2545 อ้างถึงใน ศุภมาศ ลิ้มวัฒนพงศ์, 2565)
ความหมายของละครสร้างสรรค์
สมาคมละครสำหรับเด็กแห่งสหรัฐอเมริกา ( ภรณี คุรุรัตนะ. 2524: 4;
อ้างอิงจาก สมาคมละคร สำหรับเด็กแห่งสหรัฐอเมริกา. 1977)
ได้ให้ความหมายละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) ว่าเป็นลักษณะ การแสดงออกแบบละคร
โดยวัตถุประสงค์ในการจัดละครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อการแสดงให้เกิดความบันเทิง กับผู้ชมเหมือนละครโดยทั่ว
ๆ ไป แต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้แสดงได้ใช้ความสามารถในการคิด
การแสดงออกทางภาษาและท่าทางของตนเองได้อย่างอิสระ
สตีวิค (นิตยา ประพฤติกิจ. 2526: 40; อ้างอิงจาก Stevick. 1979:
201) กล่าวว่า ละครสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่นักเรียนสามารถแสดงและเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ในการจัดกิจกรรม
การที่นักเรียน สามารถแสดงบทบาทเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้นั้น
เนื่องจากนักเรียนได้ใช้ความคิด
การจินตนาการวาดภาพและคิดสร้างลักษณะตัวแสดงไปตามสถานการณ์จำลองและบทบาทสมมติที่จัดขึ้น
ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความคิดและความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ (2550: 16) กล่าวว่า
ละครสร้างสรรค์เป็นรูปแบบของการเล่นสมมติที่ได้ผ่าน กระบวนการจัดเตรียมข้อมูลและวางแผนการเล่นให้เหมาะสมกับวัยพัฒนาการของผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี
เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถรับประโยชน์สูงสุดจากการเล่น
โดยที่ยังรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติของการเล่นของเด็ก
สรุปได้ว่า ละครสร้างสรรค์ หมายถึง
การจัดให้เด็กแสดงละครที่มีบทสนทนาและเรื่องราวหรือ สถานการณ์สมมติที่เด็กร่วมกันคิด
เป็นเนื้อหาสั้นๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้แสดงได้ใช้ความสามารถในการคิด จินตนาการ
การแสดงออกทางภาษาและท่าทางอย่างสร้างสรรค์
ความสำคัญของละครสร้างสรรค์
ในหลายประเทศนำละครสร้างสรรค์มาใช้ในด้านการศึกษา
โดยเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ ผ่านการสมมติบทบาทหรือการแสดงละคร
ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัยและเน้นอิสรภาพในการคิด และการแสดงออกของผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสดงออกซึ่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
โดยใช้ทักษะในด้านการแสดงออกทางร่างกายและภาษา ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์
ตีความหมาย ตลอดจนทักษะของการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงทักษะการจัดการปัญหา
เพื่อที่จะให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งในประเด็นการเรียนรู้นั้น ๆ
(ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์. 2545: 27) ดังที่ภรณี คุรุรัตน์ (2526: 21) กล่าวถึง
ความสำคัญของละครสร้างสรรค์ว่าจะช่วยพัฒนาพฤติกรรมและความคิดสร้างสรรค์
ซึ่งเป็นการแสดงออกของเด็ก การที่ครูฝึกให้เด็กได้แสดงออกโดยใช้ความคิด
จะทำให้เด็กได้พัฒนาการ ด้านต่างๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
จะทำให้เด็กไม่เบื่อง่าย เกิดจินตนาการ
การที่ครูใช้ละครสร้างสรรค์เป็นสื่อในการเรียนการสอน
จะช่วยให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออก เกิดความเชื่อมั่น ในตนเอง
และช่วยส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้นมีการปรับตัวที่ดี กระตุ้นให้เกิดความคิด จินตนาการในลักษณะที่สร้างสรรค์
สรุปได้ว่า
ละครสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนแสดงออกซึ่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
และพัฒนาการด้านต่างๆ ได้ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน
ลักษณะของละครสร้างสรรค์
โดยทั่วไปทุกคนคิดว่าละครสร้างสรรค์เหมือนกับละครเวที
ซึ่งในความเป็นจริงละครสร้างสรรค์ มีความแตกต่างจากละครเวที
ตรงที่ละครสร้างสรรค์ไม่ได้มุ่งเน้นการแสดงเพื่อผู้ชม และการแสดงบางอย่าง ตามเจตนาของผู้เขียนบทละคร
แต่มุ่งเน้นกระบวนการในการส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กได้คิดและแสดงออก ตามจินตนาการของตนเองโดยอาศัยความสามารถในการแนะแนวทางจากครูหรือผู้ใหญ่
อีกทั้งยังมี ความแตกต่างในแง่มุมการได้มาของบทละคร การแสดงตามความสามารถของเด็ก
ผู้กำกับ ฉาก และ เครื่องแต่งกาย (อุทัยวรรณ ปิ่นประชาสรร. 2540: 42) ดังตาราง 1
|
ละครเวทีสำหรับเด็ก |
ละครสร้างสรรค์ |
|
1.
ความมุ่งหมายของการแสดง เพื่อให้ได้ผลงาน การแสดงที่ผู้ชมได้ความบันเทิง |
1.
ความมุ่งหมาย เพื่อเป็นกิจกรรมพัฒนาตัวเด็ก |
|
2.
บทละครเขียนโดยนักเรียนหรือผู้ใหญ่ |
2. บทละครได้มาจากเด็กช่วยกันคิดขึ้นเองโดยได้รับคำแนะนำจากครูในการหาข้อเท็จจริง |
|
3.
มีผู้กำกับการแสดง |
3.
ไม่มีผู้กำกับการแสดงอย่างเป็นทางการ |
|
4.
ฉาก ใช้ฉากอย่างเต็มที่ |
4.
ฉาก มีประกอบเพื่อสร้างจินตนาการ |
|
5.
เครื่องแต่งกาย ใช้ประกอบอย่างเต็มที่ |
5.
เครื่องแต่งกาย ใช้ตามสภาพของท้องถิ่น |
|
6. ผู้แสดงจะแสดงได้ดีมาก ถ้าทำตามผู้กำกับการแสดง |
6. ผู้แสดงจะพยายามกำกับการแสดงของตนเองเพื่อความพอใจของตนเอง |
ประเภทของละครสร้างสรรค์
ภรณี คุรุรัตนะ (2526: 27-29) แบ่งประเภทของละครสร้างสรรค์
ดังนี้
1. การแสดงตามเรื่อง คือ การแสดงที่ใช้ประสบการณ์จริงมาแสดงบทบาท
แสดงตามเรื่องราว โดยเด็กคิดท่าทางและคำพูดขึ้นเอง
2. การแสดงหุ่นหรือละครหุ่น
เป็นการแสดงที่เด็กมีส่วนร่วมในการเชิด ซึ่งจะช่วยพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก
ในการใช้คำพูด และแสดงความรู้สึกทางอารมณ์โดยมีหุ่น เป็นสื่อกลาง
3. การแสดงละครใบ้ คือ การแสดงโดยใช้ท่าทางและส่วนต่างๆ
ของร่างกายเพื่อสื่อความหมาย แทนคำพูดหรือความรู้สึกของเด็กที่มีบทบาทต่างๆ
4. การแสดงโดยไม่มีการเตรียมล่วงหน้า คือ
การแสดงที่ไม่เน้นการซักซ้อม จะคิด พูด และทำท่าทาง โดยอาศัยความฉับไว
การแสดงประเภทนี้อาจจะแสดงคนเดียวหรือแสดงเป็นกลุ่มก็ได้
นอกจากนี้ ไฮนิกและสติลเวล (นิตยา ประพฤติกิจ, 2526: 51;
อ้างอิงจาก Heining; & Stillwell, 1981: 24-26)
ยังได้แบ่งการแสดงท่าใบ้สำหรับการแสดงละคร เป็น 5 ประเภท คือ
1. การแสดงท่าทางต่างๆ คือ
การใช้ทุกส่วนของร่างกายเคลื่อนไหวทุกทิศทาง เช่น ขึ้นและลง หน้าและหลัง
หมุนตัวและก้มลง เป็นต้น อาจเร่งความเร็วขึ้นหรือแสดงช้าๆ
2. การแสดงท่าทางตามลักษณะตัวละครหรือหัวเรื่องนิทาน
3. การแสดงท่าใบ้ที่เน้นการรับรู้ความรู้สึกที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้ง
5
4. การแสดงท่าใบ้ประกอบกับแสดงอารมณ์
5. การแสดงท่าใบ้ที่มีข้อขัดแย้ง มีเรื่องราวเกิดขึ้น
การแสดงลักษณะนี้ทำให้มีลักษณะ เป็นละครมากขึ้น
สรุปได้ว่าละครสร้างสรรค์แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ การแสดงตามเรื่อง
การแสดงหุ่นหรือละครหุ่น การแสดงละครใบ้ และการแสดงโดยไม่มีการเตรียมล่วงหน้า
องค์ประกอบพื้นฐานของละครสร้างสรรค์
ภรณี คุรุรัตนะ (2526: 5-6) กล่าวถึงองค์ประกอบของละครสร้างสรรค์ว่า จะต้องประกอบด้วย ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. ท่าทาง เป็นพื้นฐานของการแสดงทุกประเภท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครสร้างสรรค์ ควรฝึกให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ
และเคลื่อนไหวตามคำสั่งในการเคลื่อนไหว จะต้องให้รู้จักหลัก พื้นฐานเบื้องต้น
เมื่อเด็กอยู่ร่วมกันแห่งใดแห่งหนึ่ง
2. การไวต่อการรับรู้
ละครสร้างสรรค์เน้นการฝึกให้เด็กมีประสาทไวต่อการรับรู้ ครูจะต้องแนะให้เด็ก มีการสังเกตสิ่งที่อยู่รอบข้าง
โดยการฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
3. ความรู้สึกทางอารมณ์และการแสดงออก
ก่อนที่เด็กจะสามารถแสดงออกด้วยท่าทางหรือคำพูด ได้นั้น
จำเป็นต้องมีความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ และตัวละคร
ซึ่งครูควรนำเรื่องราวและลักษณะของตัวละคร มาสนทนาหรือร่วมกันแต่งเรื่องกับเด็กก่อน
4. การใช้ถ้อยคำสนทนา นอกจากสื่อสารด้วยท่าทางแล้ว
ละครสร้างสรรค์ยังประกอบด้วยการใช้ ถ้อยคำภาษาเพื่อสื่อความหมาย
และความเข้าใจในเหตุการณ์ เด็กจะต้องใช้คำพูดในลักษณะต่างๆ ยกเว้นการแสดงละครใบ้
พรรัตน์ ดำรุง (2547: 108-116)
กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของละครไว้ 3 องค์ประกอบ คือ
1. โครงเรื่อง คือการจัดลำดับเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ โครงเรื่องควรมีเรื่องราว ที่เหมาะสมกับวัยของผู้แสดง
และเนื้อเรื่องมีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปอย่างต่อเนื่องและน่าเชื่อ
2. ตัวละคร คือผู้กระทำและผู้ที่ได้รับผลจากการกระทำ
ตัวละครสำหรับเด็กนั้น ส่วนใหญ่เป็นตัวละคร ในจินตนาการ เป็นตัวประหลาด
เป็นสิ่งของที่พูดได้มีชีวิต และมีการพัฒนานิสัยของตัวละครให้มีชีวิตชีวา สมจริง
มีหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก
3. ฉากหรือบรรยากาศ คือการสร้างสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
ที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร อาจจะเป็นฉาก รูปภาพ แสง
สีและเสียงที่ทำให้การแสดงดูสมจริงมากยิ่งขึ้น
สรุปได้ว่า ละครสร้างสรรค์นั้นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ
โครงเรื่อง ตัวละคร และฉาก หรือบรรยากาศที่สร้างเรื่องราวให้สมบูรณ์ ทั้งนี้
การออกแบบโครงเรื่องจะต้องเกิดจากการสนทนาหรือร่วมกัน แต่งเรื่องของเด็ก
และก่อนที่จะแสดงละครสร้างสรรค์ ควรฝึกให้เด็กได้มีทักษะการแสดงท่าทาง มีความไว ต่อการรับรู้
การแสดงออกถึงความรู้สึกและการใช้ถ้อยคำสนทนา
พัฒนาการเด็กปฐมวัยเกี่ยวกับกิจกรรมละครสร้างสรรค์
การจัดกิจกรรมละครสร้างสรรค์
ผู้จัดกิจกรรมควรมีความเข้าใจในพัฒนาการและความพร้อมของเด็ก
เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งภรณี คุรุรัตนะ (2535:7-9)
และพรรัตน์ ดำรุง (บังเอิญ อินทรักษ์. 2553: 32; อ้างอิงจาก พรรัตน์ ดำรุง. 2547:
71-76) ได้กล่าวถึง พัฒนาการเด็กเกี่ยวกับการแสดง ละครสร้างสรรค์ไว้ดังนี้
1. วัยเด็กเล็ก-5 ปี
พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งด้านรูปร่าง กล้ามเนื้อ กระดูก เด็กในวัยนี้สามารถบังคับการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ไม่ชอบการอยู่นิ่งนานๆ เด็กในวัยนี้ สามารถจดจำสัญลักษณ์ได้ดี สามารถแสดงออก เล่าเรื่องและอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้ดี สามารถวาดรูป และประดิษฐ์ภาพ การใช้สีสัน ชอบการร้องรำทำเพลง การทำกิจกรรมต่างๆ ที่สนุกสนาน วิ่งเล่น ปีนป่าย และกิจกรรมที่เน้นการเคลื่อนไหว
ทางด้านจิตใจ เด็กในวัยนี้ต้องการความรัก
ความอบอุ่นจากครอบครัวมากที่สุด เป็นวัยที่มักถือตนเอง เป็นใหญ่ มองทุกๆ
อย่างจากความคิดของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องใกล้ตัว ครอบครัว และเพื่อนๆ
โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง รู้จักผิดและถูก มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส
อย่างไรก็ดีเด็กวัยนี้ยังควบคุมอารมณ์ ไม่ดีนัก รู้จักโกรธ อิจฉาริษยา วิตกกังวล
และจะแสดงอารมณ์ทันที เมื่อกลัวและโกรธ ความกลัวเกิดจาก จินตนาการ เช่น
กลัวความมืด กลัวสัตว์ประหลาด กลัวการเจ็บ ลักษณะความกลัวเช่นนี้ จะลดลง เมื่ออายุมากขึ้น
สังคมของเด็กวัยนี้เป็นสังคมเล็กๆ ภายในครอบครัว เด็กๆ
ชอบเล่นคนเดียว เล่นกับตุ๊กตาหรือสิ่งของ ที่ตนชอบ ถ้าไปโรงเรียน
สังคมของเด็กจะกว้างขึ้น ต้องปรับตนเองให้เข้ากับครูและเพื่อนๆ ในโรงเรียน ให้ได้ดีขึ้น
พัฒนาการทางสังคมของเด็ก จะเป็นเช่นไรนั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูที่บ้าน
พัฒนาการทางด้านศิลปะและการละครที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้
ถ้าเป็นหนังสือควรเป็นหนังสือ ที่มีสีสันชัดเจน
กิจกรรมการละครควรเป็นการแสดงเชิงเล่าเรื่องสั้น ๆ
การเล่านิทานประกอบหุ่นและภาพเขียน การแสดงหุ่นเชิดมือ เด็กชอบการเล่นสมมติ
กิจกรรมละครในห้องเรียนที่เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมแสดง ร้องเพลง เต้นรำ
ร่วมแสดงบทบาทสมมติ เช่น เป็นต้นไม้ เป็นดวงอาทิตย์ เป็นแมลง
หรือช่วยทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้ การแสดงละครที่ให้เด็กเล็กๆ
เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงด้วยนั้น เป็นการสร้าง ประสบการณ์ตรงให้กับเด็กๆ
ทำให้ละครสนุกและมีความหมาย เช่น กิจกรรมที่ให้เด็กๆ ช่วยหาสิ่งของ
ช่วยตะโกนขับไล่ผู้ร้าย กิจกรรมที่เด็กเล็กๆ ชอบมากคือ ละครที่เด็กมีส่วนร่วมแสดง
(Participation play) บรรยากาศ การแสดงแบบเป็นกันเอง อบอุ่น และเด็กๆ
ได้รับความสนุกสนานเมื่อละครจบลง มีตัวละคร น่าสนใจ และมี โครงเรื่องง่ายๆ มีคำซ้ำ
ๆ หรือคล้องจองกัน เป็นเรื่องใกล้ตัว เด็กวัยนี้ชอบตัวละครที่เป็นเด็ก ด้วยกัน เป็นสัตว์ที่ตัวเล็กหรือเป็นตุ๊กตา
2. เด็กวัย 6-9 ปี
พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยนี้ช้ากว่าเด็กวัย
3-5 ปีมาก ช่วงวัยนี้เด็กชายจะโตกว่า เด็กหญิง
อาหารมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของเด็กมาก
เด็กสามารถบังคับกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก ได้ดี
สามารถทำอะไรที่ต้องฝึกทักษะได้ เช่น การเล่นฟุตบอล ปั่นจักรยาน กระโดดสูง
วิ่งเร็ว เด็กวัยนี้ชอบฝึก ทักษะเพื่อไม่ให้น้อยหน้าเพื่อน
เด็กสามารถอ่านเขียนวาดรูปได้ดีขึ้น ชอบอยู่กับเพื่อนๆ และมีความสนใจ ที่นานกว่าเด็กเล็ก
เด็กในวัยนี้สามารถเข้าใจการใช้สัญลักษณ์ได้ดี อ่านออก เขียนได้
มีความเข้าใจเรื่องเหตุผล ควบคุม อารมณ์ได้
สามารถเปรียบเทียบจัดลำดับและรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ อยากรู้อยากเห็น
มีความคล่องแคล่วมาก ชอบทำกิจกรรม ไม่อยู่เฉย
ต้องการเป็นผู้มีสมรรถภาพในการทำงานได้ดีและสำเร็จ เด็กในวัยนี้ต้องการเป็น ที่ยอมรับของเพื่อนฝูง
มีความวิตกกังวลทางด้านความต่างจากผู้อื่น กลัวถูกล้อ ถ้าโกรธอาจมีการต่อสู้ โดยใช้กำลัง
พัฒนาการด้านศิลปะและการละคร เด็กในวัยนี้โลกทัศน์ที่กว้างขึ้น
กลัวความมืด เข้าใจสัญลักษณ์ และสื่อด้วยภาษา สามารถเชื่อมเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี
เป็นผู้มีความสามารถแยกแยะระหว่างการแสดง กับความจริง รู้จักการเปรียบเทียบ
มีรสนิยม สามารถเข้าใจและติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
รู้สึกตื่นเต้นและจะเฝ้าดูพฤติกรรมตัวละคร มีสมาธิติดตามเรื่องได้ดี
เอาใจช่วยตัวละครที่ด้อยกว่า เมื่อประสบปัญหา
ชอบเรื่องที่ตัวเอกยังเด็กและด้อยกว่าตัวร้าย แต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
ในการทำงาน ยากๆ อยากรู้เรื่องราวที่เป็นความลับ ประตูที่ปิดไว้ การซ่อนสมบัติ
ชอบโครงเรื่องที่ฉับไว ความดีได้รับ การตอบสนอง ความชั่วพ่ายแพ้ไปและควรถูกลงโทษ
เด็กในวัยนี้แสดงอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เริ่ม กลัวความตาย
ความพลัดพราก จึงพร้อมที่จะ แสดงออก ชอบตัวละครที่มาจากจินตนาการ
เรื่องที่ชอบมีหลากหลาย ชอบการผจญภัย เทพนิยาย เด็กผู้ชายชอบตัวละครเอกที่เก่ง
คล่องแคล่ว อุดมคติ เด็กหญิงชอบเรื่องอุดมคติ เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจคำพูด ในการเยาะเย้ยถากถาง
แต่ก็เข้าใจอารมณ์ขันที่เกิดขึ้นจากการกระทำ เชิงตลกเจ็บตัว เช่น วิ่งไล่กัน
การชนกัน และการเล่นซ่อนหา ความสนใจด้านศิลปะจะชอบฉากที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณะ
มีความชัดเจน มีสีสัน ที่งดงาม
ซึ่งนำไปสู่พื้นฐานในการเข้าใจและรสนิยมด้านความงามทางด้านศิลปะ
สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมละครสร้างสรรค์ควรจัดให้เหมาะสมกับพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งควรเป็นการแสดงเชิงเล่าเรื่องสั้น ๆ
ที่มีโครงเรื่องง่ายๆ มีคำซ้ำๆ หรือคล้องจองกัน เป็นเรื่องใกล้ตัว
การเล่านิทานประกอบหุ่นและภาพเขียน การแสดงหุ่นเชิดมือ
และการแสดงบทบาทสมมติที่มีเนื้อเรื่องและตัวละครน่าสนใจ เป็นต้น
เทคนิคของละครสร้างสรรค์
นักวิชาการได้อธิบายเทคนิคของละครสร้างสรรค์ไว้ (ภิชา ใบโพธิ์, 2564 : 47 - 48) ดังนี้
ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ (2547)
ได้อธิบายถึงเทคนิคของละครสร้างสรรค์ที่จะต้องใช้ทักษะด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1) การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Recall) คือ
การมองเห็น การฟัง การลิ้มรส การได้กลิ่น การสัมผัส
ซึ่งจะเป็นการใช้ประสบการณ์ที่นำไปสู่การสร้างจินตภาพ ( image) นำไปสู่จินตนาการ
(imagination) ได้ดีในที่สุด
2) การใช้จินตนาการ (Imagination) คือ
ความสามารถในการพัฒนามโนภาพใหม่ ๆ ซึ่งมโนภาพ เหล่านั้น มีแรงจูงใจมาจากสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าหรือจากประสบการณ์ในอดีต
การใช้จินตนาการ คือ
การฝึกให้ตัดสินใจและปลดปล่อยความคิดเป็นอิสระ
เมื่อจินตนาการนั้นมีความอิสระปราศจากความควบคุม ทางความคิดที่ตายตัว
ก็จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ในที่สุด
3) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) คือ การฝึกให้นำความคิดจินตนาการมาต่อยอด เป็นความคิดที่สร้างสรรค์ที่จับต้องได้
4) การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ (Creative Movement) คือ การฝึกให้ใช้ความรู้สึกและจินตนาการ เพื่อสื่อสารกับผู้อื่นผ่าน
การใช้ร่างกายของตนเองในการแสดงออก โดยอาจใช้การร้องเพลงและการเคลื่อนไหว
โดยใช้จังหวะประกอบ ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาเป็นการเรียนรู้วิธีการทำงาน
อย่างเสรีในการแสดงออกของตน
5) การใช้ท่าใบ้ (Pantomime) คือ การฝึกให้แสดงออกซึ่งความคิดบางอย่างด้วยการเคลื่อนไหว
หรือการใช้ท่าทางโดยไม่ใช้คำพูด
เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อด้วยภาพมายาที่เกิดจากการสมมติ ทำให้สามารถ ใช้จินตนาการและการเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ที่ฝึกมาแล้ว
มาใช้พัฒนาการฝึกท่าใบ้ได้ ทำให้ผู้ชมเกิดความเชื่อ ว่ามีสิ่งของหรือวัตถุอยูในความว่างเปล่าของพื้นที่การแสดงนั้น
6) การพูดด้นสด (Verbal Improvisation) คือ การฝึกให้แสดงออกซึ่งความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยฉับพลัน ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งการแสดงออกนี้อาจจะเป็นการแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหว การใช้วาจา
การวาดภาพ การประพันธ์ หรือการบรรเลงดนตรี โดยมีเงื่อนไขว่าเป็น การแสดงออกที่เกิดแบบสดๆ ฉับพลัน ไม่มีการท่องจำบทหรือเตรียมตัวมาก่อน
McCaslin (1990) กล่าวถึงเทคนิคพิเศษที่ใช้ในละครสร้างสรรค์ไว้
ดังนี้
1) การฝึกสอนอยู่ข้าง ๆ (Side Coaching)
เทคนิคนี้เป็นการที่ครูจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ผู้เรียนให้เข้มแข็ง
กล้าแสดงออกมากขึ้น โดยครูจะคอยแนะนำอยู่ด้านข้าง เพื่อให้การด้นสดสามารถ ดำเนินต่อไปได้
2) บทบาทการสอน (Teaching in-Role)
ครูจะมีส่วนร่วมในละครเพื่อเพิ่มพูนความเชื่อ อย่างลึกซึ้งในสถานการณ์ต่าง ๆ
ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยหยุดการแบ่งแยกระหว่างผู้นำกิจกรรมกับผู้ร่วมกิจกรรม
แต่ไม่จำเป็นจะต้องใช้หากกลุ่มที่แสดงทำได้ด้วยดี
3) การทำงานคู่ขนาน (Parallel Work)
เป็นการให้ผู้เรียนทุกคนทำงานในเวลาเดียวกัน
ทำสิ่งเดียวกันในกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน (เช่น กลุ่มเดียว ทำคู่
สองกลุ่มหรือมากกว่านั้น) เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน
จะต้องไม่มีใครเป็นเพียงผู้ชม จึงจะต้องกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม ในการทำงาน
Thristle (1993 อ้างถึงใน ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์,
2547) กล่าวถึง “กติกา 3 ข้อ การแสดงที่ดี ให้กับเด็ก” ได้แก่
1) “มีความเชื่อ”
ผู้แสดงต้องเชื่อในตัวละครที่แสดงและต้องมีสมาธิที่จะเชื่อในตัวละครตัวนั้น
2) “มีการควบคุมตนเอง”
ผู้แสดงต้องควบคุมการแสดงออกทางร่างกาย เสียง และอารมณ์ ให้อยู่ในขอบเขตของการแสดงละคร
และต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็นการรบกวนสมาธิการแสดงของผู้อื่น
3) “ใช้ท่าทางและเสียงที่ชัดเจน”
ผู้แสดงต้องใช้ท่าทางที่ขยายใหญ่และเสียงที่ดังและชัดเจน
การจัดกิจกรรมละครสร้างสรรค์
ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ (2547 อ้างถึงใน ภิชา ใบโพธิ์, 2564 : 49) กล่าวถึง การจัดกิจกรรม ละครสร้างสรรค์
ว่ากิจกรรมในละคร สร้างสรรค์นั้น เป็นกระบวนการ (process) ที่มักจะเริ่มต้นจาก สิ่งที่ผู้เรียนมีความรู้หรือคุ้นเคยอยู่แล้ว
จากนั้นผู้จัดจึงจะนำประสบการณ์เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ใหม่ ๆ
ที่กว้างขึ้นและลึกซึ้งขึ้น ด้วยความมุ่งหวังที่จะ พัฒนาการทำงานของสมองทั้งสองซีก
โดยผู้จัดกิจกรรม ควรคำนึงถึงความพร้อมให้กับผู้ร่วมกิจกรรม
ก่อนกิจกรรมการแสดงละคร (Drama Playing) ได้แก่ กิจกรรมจูงใจ (Motivation)
การเตรียมความพร้อม ก่อนแสดงละคร (Pre-drama) และกิจกรรม การแสดงละคร (Drama
Playing)
1. กิจกรรมจูงใจ (Motivation) หมายถึง
กิจกรรมบางอย่าง เช่น การเคลื่อนไหว การใช้คำถาม หรือสื่อประเภทต่าง ๆ
ในการกระตุ้นความสนใจของผู้ร่วมกิจกรรม เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมเกิดแรงจูงใจ ที่จะเรียนรู้
หรือทำกิจกรรมต่อไป ขั้นตอนในการสร้างแรงจูงใจนี้ อาจจะเริ่มต้นด้วยการถามคำถามที่เร้า
ปฏิกิริยาการตอบสนอง
เพื่อดึงให้ผู้ร่วมกิจกรรมมีส่วนร่วมในการอภิปรายตั้งแต่แรกเริ่ม จากนั้นอาจใช้ กิจกรรมเคลื่อนไหว
หรือผู้นำกิจกรรมอาจจะนำเสนอข้อมูลที่จะจำเป็นต่อการแสดงละครก็ได้ “ข้อมูล”
ที่ว่านี้มีหลายรูปแบบ เช่น เกม นิทาน บทกวี บทเพลง วิดีทัศน์ บทสัมภาษณ์ ข่าวสาร
บทความ เรื่องสั้น ภาพจำลอง แผนผัง ฯลฯ
(ผู้นำต้องพิจารณาตามความเหมาะสมเองว่าจะใช้ข้อมูลและเวลาเท่าไรและอย่างไร)
เพื่อสร้างแรงจูงใจในการหาโครงเรื่องที่จะนำมาแสดงซึ่งอาจเกิดจากการคิดเชิงโครงเรื่องร่วมกัน
หรือเกิดจาก การนำเรื่องที่มีอยู่แล้วมาใช้ก็ได้
โดยทั่วไปแล้ว การทำกิจกรรมจูงใจควรใช้เวลาเพียง 15-20% ของเวลาในการทำกิจกรรมทั้งหมดและมักจะจบลงด้วยการสรุปโครงเรื่อง (Plot) ก่อนที่จะนำไปแสดงต่อ
กิจกรรมแรงจูงใจสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
การเคลื่อนไหว (movement and games) การใช้ภาษา (language or word game)
และการใช้สื่อต่าง ๆ (medias)
กิจกรรมประเภทที่ 1 การเคลื่อนไหว (movement and
games) เช่น การใช้ท่าใบ้ (pantomime) การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ (creative
movement) การเล่นเกม (games) และการทำท่าทางประกอบจังหวะ ดนตรีหรือเพลง (movement
with music and song)
กิจกรรมประเภทที่ 2 การใช้ภาษา (language or word
game) เช่น การถามคำถาม การเล่านิทาน (story telling) ด้วยเทคนิคต่าง ๆ
การร้องเพลง (songs) การอ่านบทกลอน คำสุภาษิต คำร้องในการละเล่น (verse, proverbs,
chants) และการใบ้ปริศนาคำทาย (riddle)
กิจกรรมประเภทที่ 3 การใช้สื่อต่าง ๆ (medias) เช่น
การใช้หุ่น การใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง การใช้หนังสือ สิ่งพิมพ์ นิทาน
การใช้ภาพแบบต่าง ๆ (เช่น ภาพเขียน ภาพถ่าย ภาพแผ่นพับ ภาพแขวน ฯลฯ)
และการใช้สื่อวิดีทัศน์
2. การเตรียมความพร้อมก่อนแสดงละคร (Pre-Drama)
เป็นขั้นในการเตรียมตัวก่อนที่จะไปถึง ขั้นตอนการแสดงละคร
โดยผู้นำกิจกรรมจะต้องมีการวางแผนให้แก่ผู้ร่วมกิจกรรมเตรียมตัวก่อนการแสดง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
เช่น การเตรียมความพร้อมของร่างกาย (warm-up) การทำความเข้าใจกับละครที่จะแสดง
การจัดเตรียมพื้นที่สาหรับแสดง การคัดเลือกผู้แสดงเป็นตัวละครต่าง ๆ
ตลอดจนการฝึกซ้อมบทบาทในบางตอนตามความจำเป็น เป็นต้น
3. การแสดงละคร (Drama Playing)
หลังจากได้เตรียมความพร้อมก่อนแสดงละครแล้ว
ผู้ร่วมกิจกรรมจะเกิดความมั่นใจและความพร้อมในการขึ้นแสดงละคร
ซึ่งผู้นำกิจกรรมมีหน้าที่ในการ สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย อบอุ่น
เป็นกันเองแต่คงความจริงจังไว้ เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถทุ่มเท สมาธิให้กับการแสดงได้
ซึ่งในการแสดงละครสร้างสรรค์จะไม่มีการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าชม หรือสังเกตการณ์
เพราะการมีผู้ชมอาจทาให้ผู้ร่วมกิจกรรมรู้สึกแปลกแยก และอาจทำให้เกิดความรู้สึก ที่ไม่ปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
นำไปสู่ความกังวล และประหม่า ซึ่งจะส่งผลต่อกระบวนการละคร สร้างสรรค์ที่อาจจะไม่ราบรื่นและไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้
เทคนิคและกิจกรรมละครสร้างสรรค์ที่มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าในการทำกิจกรรมละครสร้างสรรค์ ครูจะต้องมีเทคนิควิธีในการส่งเสริม และ สนับสนุน ทำให้นักเรียนกล้าแสดงออกมากขึ้น ครูจะต้องมีการเตรียมความพร้อมโดยใช้กิจกรรมสำคัญ 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมจูงใจ การเตรียมความพร้อมก่อนแสดงละคร และกิจกรรมการแสดงละคร (Drama Playing) โดยในช่วงแรกนักเรียนอาจจะยังไม่สามารถแสดงแบบด้นสดได้ในทันที ครูสามารถให้ความช่วยเหลือได้ โดยให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและสามารถแสดงละครสร้างสรรค์ได้ อย่างเป็นธรรมชาติและนำไปสู่การแสดงด้นสดได้
ประโยชน์และคุณค่าของละครสร้างสรรค์ที่มีต่อเด็กปฐมวัย
อุทัยวรรณ ปิ่นประชาสรรค์ (2540: 76)
สรุปประโยชน์ของละครสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้
1. เปิดโอกาสให้เด็กได้มีจินตนาการกว้างไกล
2. เปิดโอกาสให้เด็กใช้ความคิดของตนเอง
3. ส่งเสริมให้เด็กทำงานร่วมกัน
4. ส่งเสริมให้เด็กมีความเข้าใจในบทบาท
ความรู้สึกของบุคคลในสังคมได้ดีขึ้น
5. เปิดโอกาสให้เด็กระบายความรู้สึกและอารมณ์ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
6. ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีลักษณะท่าทางการพูดที่ดี
7. ช่วยให้เด็กเข้าใจพื้นฐานในศิลปะการละคร
8. ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ภรณี คุรุรัตนะ (2532: 77)
ได้กล่าวถึงคุณค่าของละครสร้างสรรค์ไว้ ดังนี้
1. ความเพลิดเพลินและความพอใจที่เด็กได้แสดงออก
ทำให้เด็กเกิดความมั่นใจในตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการมีความคิดริเริ่ม
มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัว มีความเป็นผู้นำ
ผู้ตามและมีวินัยในตนเอง
2. พัฒนาการทางอารมณ์จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กได้รับประสบการณ์ในด้านความเห็นใจ
ความเข้าใจบุคคลต่างๆ ในสถานการณ์ต่างๆ โดยการศึกษาเรื่องและการแสดง
ซึ่งนำไปสู่การใช้เหตุผล ในการตัดสินใจแทนการใช้อารมณ์
3. พัฒนาการทางสติปัญญาเกิดจากการฝึกการสังเกต การรับรู้
การตื่นตัว การสร้างความสนใจ ในการใช้ภาษา ซึ่งเป็นการสื่อในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ
ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
4. ทักษะในการเคลื่อนไหว การทรงตัว การวางท่าทาง
การใช้คำพูดดีขึ้น ซึ่งส่งเสริมให้มีบุคลิกภาพ โดยทั่วไปดีขึ้นด้วย
5. การผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ของเด็ก
อาจออกมาในรูปของการแสดงบทบาท ซึ่งช่วยให้เด็กลดความก้าวร้าว ความวิตก ความกลัว
ฯลฯ
6. สัมพันธภาพระหว่างครูและเด็กก็ดีขึ้น โดยการสร้างความไว้วางใจ
ความเคารพและความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน การแสดงออกในรูปของความร่วมมือ
โดยไม่ใช้อำนาจของความเป็นครู จึงทำให้เด็ก เกิดความรู้สึกปลอดภัย
สรุปได้ว่า
คุณค่าของการแสดงละครสร้างสรรค์ในการศึกษาเหมาะกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย
เพราะให้เด็กได้แสดงออกตามความคิด ความสามารถของเด็กเองอย่างอิสระในบรรยากาศ ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสนุกสนาน
อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะสังคมในการปรับตัวทำงาน ร่วมกับผู้อื่น
สรุป
ละครสร้างสรรค์ หมายถึง
การจัดให้เด็กแสดงละคร ที่มีบทสนทนาและเรื่องราว หรือสถานการณ์สมมติที่เด็กร่วมกันคิด
เป็นเนื้อหาสั้นๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้แสดงได้ใช้ ความสามารถในการคิด จินตนาการ
การแสดงออกทางภาษาและท่าทางอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งการจัดกิจกรรม ละครสร้างสรรค์นั้น
ควรจัดให้เหมาะสมกับพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เด็กในช่วงปฐมวัย มีความเข้าใจในสัญลักษณ์และสื่อด้วยภาษา
สามารถ เชื่อมโยง เข้าใจและติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
สามารถแยกแยะระหว่างการแสดงกับความจริง ชอบตัวละครที่มาจากจินตนาการ
เรื่องที่ชอบมีหลากหลาย ดังนั้นการจัดละครสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
ควรเป็นการแสดงเชิงเล่าเรื่องสั้นๆ มีโครงเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เป็นเรื่องใกล้ตัว
มีเนื้อเรื่องและตัวละคร ที่น่าสนใจ
กระบวนการของละครสร้างสรรค์แบ่งออกเป็นการฝึกทักษะการแสดงขั้นพื้นฐาน 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ขั้นที่ 2 การใช้จินตนาการ ขั้นที่ 3 การใช้ความคิดสร้างสรรค์ ขั้นที่ 4 การเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ ขั้นที่ 5 การใช้ท่าใบ้ และขั้นที่ 6 การพูดด้นสด จากนั้นจึงเป็นการแสดง ละครสร้างสรรค์ที่เด็กๆ ร่วมกันคิดโครงเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา สร้างอุปกรณ์ประกอบการแสดงและฉาก ขึ้นมาเอง ส่งเสริมให้เด็กได้มีการฝึกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่
รายการอ้างอิง
ภิชา ใบโพธิ์. (2564). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับการใช้ละครสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริม
ทักษะการสร้างสัมพันธภาพของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วลิสา จิรัตกิติวงศ์. (2558). ผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมละครสร้างสรรค์ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์
ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์สาขาวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ
บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ศุภมาศ
ลิ้มวัฒนพงศ์. (2565).
ผลการจัดกิจกรรมละครสร้างสรรค์ที่มีต่อการตระหนักรู้ทางสังคม
ของเด็กปฐมวัย. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์
(มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2565.
หน้า 30 – 46.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น