หน้าเว็บ

จังหวะและการเคลื่อนไหว

 

จังหวะและการเคลื่อนไหว

  สรุปจาก บทที่ 4-5-6

ที่มา:  

ไพวัน เพลิดพราว. (2559). การเคลื่อนไหวเบื้องต้น. อุดรธานี: คณะศึกษาศาสตร์ 

สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตอุดรธานี. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : 

http://www.edipeud.com/research/resh1.pdf  สืบค้น 16 กรกฎาคม 2563.


1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจังหวะ

พิชิต ภูติจันทร์ และธงชัย มาศสุพงศ์ (2531: 16) ได้ให้ความหมายคำว่า จังหวะ หมายถึง อัตราความช้าเร็วในการเคลื่อนไหวซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับเวลา จังหวะเกิดขึ้นได้จากสิ่งต่อไปนี้ เช่น การตบมือ เคาะไม้ เคาะกะลา ตีกลอง ตีฉิ่ง การนับ เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะของเด็กจึงจำเป็นต้องฝึกหัดฟ๎งจังหวะเสียก่อน จึงจะไปฝึกหัดการเคลื่อนไหวภายหลัง การฝึกให้เด็กหัดฟ๎งเพลง หรือดนตรี เมื่อฟ๎งจังหวะออกแล้วให้หัดตบมือ เคาะมือ เคาะเท้ากับพื้น จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับจังหวะ โดยฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกายที่อยู่กับที่ก่อน เมื่อเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่แล้วจึงเริ่มฝึกการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ไปพร้อมกับจังหวะ โดยเริ่มจากทักษะง่าย ๆ ก่อน เช่น การเดินพร้อมกับจังหวะ


วิธีการให้จังหวะแบ่งได้ 2 วิธี

1.1 การให้จังหวะแบบมีเสียง เช่น ตบมือ เคาะไม้ ตีฉิ่ง ตีกรับ ตีกลอง เปุานกหวีด เคาะแทมบูรีน เป็นต้น

1.2 การให้จังหวะแบบไม่มีเสียง เช่น การโบกมือซ้าย - ขวา โบกมือขึ้นลงเด็ก ๆ จะต้องใช้สายตาดูที่มือของผู้นำจังหวะตลอดเวลา


2. ชนิดของเครื่องดนตรีที่ให้จังหวะ





3. การเคลื่อนไหวประกอบเพลง

ในการฝึกฟ๎งเพลงที่บรรเลงหรือเพลงที่ร้อง เพลงบางเพลงอาจจะเป็นเพลงที่มีจังหวะช้า บางเพลงจังหวะปานกลาง หรือบางเพลงมีจังหวะเร็ว ครูจะต้องให้เด็กเริ่มฝึกฟ๎งจังหวะเพลงก่อน โดยอาจฟ๎งที่เสียงเบส กลอง เพลงที่นำมาให้ฟ๎งจังหวะต้องเป็นเพลงที่มีจังหวะชัดเจน

รังสฤษฎิ์ บุญชะลอ (2541: 65 - 66) ได้ให้คำแนะนำกิจกรรมในการฝึกเรื่องจังหวะไว้ดังนี้

3.1 ให้นักเรียนนั่งฟ๎งเพลงเฉย ๆ ก่อนโดยเลือกเพลงที่มีจังหวะชัดเจน

3.2 ให้ฝึกทักษะจังหวะโดยการเคาะจังหวะกับพื้น ตบมือ หรือผงกศีรษะ

3.3 เมื่อเคาะตามจังหวะได้อย่างถูกต้องแล้วจึงเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะ

3.4 เพิ่มการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะ

3.5 ฝึกให้เคลื่อนไปตามจุดที่กำหนด ขณะที่เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

3.6 ให้เคลื่อนไหวง่าย ๆ เช่น เดิน วิ่ง ให้เข้าจังหวะ

3.7 ใช้เกมการเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งมีชีวิตหรือธรรมชาติโดยให้ทำเข้ากับจังหวะ เช่น

เดินเป็ด เดินช้าง เดินขบวนรถไฟ กระโดดแบบข้าวโพดคั่วแตก


การเคลื่อนไหวประกอบเพลง (Motion Song)

การเคลื่อนไหวประกอบเพลง เป็นการเคลื่อนไหวแบบง่าย ๆ โดยใช้ท่าทางการเคลื่อนไหวที่นำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากชีวิตประจำวัน มาแสดงออกอย่างอิสระ ตามความรู้สึก ความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ช่วยให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน

สุรีย์พร ภูศรี (2542: 35) ให้ข้อคิดว่าการเคลื่อนไหวประกอบเพลงเป็นกิจกรรมที่ใช้กับเด็กเล็กได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเด็กในระดับปฐมวัยตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาเพราะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระตามความรู้สึกนึกคิด เน้นให้เด็กนำเอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้ในกิจกรรม ซึ่งสนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก ให้ความสนุกสนานเด็กได้เคลื่อนไหวออกกำลังกาย เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพื้นฐานความคิดทางสมองและพัฒนาการทางอารมณ์

ตวงพร ศิริสมบัติ (2539: 35) ได้กล่าวถึง การเคลื่อนไหวประกอบเพลงเป็นการผสมผสานทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นทั้งแบบอยู่กับที่และแบบเคลื่อนที่โดยจัดเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวตามเนื้อเพลงที่กำหนด ที่นำมาประกอบเหมาะสำหรับเด็กอนุบาลหรือเด็กระดับประถมศึกษา

พิชิต ภูติจันทร์ และธงชัย มาศสุพงศ์ (2531: 30) ได้กล่าวถึง การเคลื่อนไหวประกอบเพลง ได้แก่ การร้องเพลงต่าง ๆ แล้วเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไปตามจังหวะเพลง โดยยึดหลัก 2 ประการคือ

1. ท่าทางการเคลื่อนไหวนั้นสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง

2. ให้ท่าการเคลื่อนไหวนั้นเข้ากับจังหวะเพลงโดยไม่คำนึงถึงเนื้อหาของเพลง

ชัยวัฒน์ เหล่าสืบสกุลไทย (2549: 112 - 113) ได้สรุปว่า การเคลื่อนไหวประกอบเพลง หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไปตามจังหวะเพลงโดยท่าทางการเคลื่อนไหว อาจสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลงหรือไม่ก็ได้ ซึ่งขณะเคลื่อนไหวทำท่าทางนั้นอาจจะฟ๎งเพลง หรือร้องเพลงไปด้วยก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานอย่างเต็มที่

ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวประกอบเพลงนั้นเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลินและได้แสดงออกอย่างอิสระ เสรี พร้อมทั้งพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นและยังได้สมรรถภาพทางกายอีกด้วย


ความมุ่งหมายของการเคลื่อนไหวประกอบเพลง

1. ช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน เพลิดเพลิน ในการฝึกทักษะการเคลื่อนไหว

2. ใช้เป็นกิจกรรมฝึกพื้นฐานการเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้ากับจังหวะเพลง หรือ จังหวะดนตรี

3. ฝึกความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก

4. เนื้อเพลงบางเพลงให้ความรู้ ข้อคิด คติสอนใจ ช่วยพัฒนาจิตใจ


การวางพื้นฐานของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงวัยก่อนเรียนหรือวัยเด็กตอนต้น (Preschool หรือ Early Childhood) และวัยเรียนหรือวัยเด็กตอนกลาง (School Period หรือ Middle Childhood) คือ ระหว่างอายุระหว่าง 3-12 ปี การเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น จึงเป็นทักษะสำคัญที่ต้องวางพื้นฐานให้ถูกต้องตั้งแต่ในเยาว์วัย ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการและวุฒิภาวะของเด็กจึงจะศึกษาในช่วงวัยก่อนเรียนหรือวัยเด็กตอนต้นและวัยเรียนหรือวัยเด็กตอนกลาง ดังที่ได้มีการกล่าวถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการพัฒนาพื้นฐานการเคลื่อนไหวไว้ดังนี้

ศรีเรือน แก้วกังวาล (2545: 200) ได้กล่าวว่าระยะที่เหมาะที่สุดที่จะฝึกให้เด็กได้เล่นกีฬา ประเภทเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เหมาะกับกำลังของเด็กจะช่วยการเรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมด้านอารมณ์ สังคม และสติป๎ญญา เมื่อผ่านพ้นวัยเด็กตอนต้น (2 - 5 ขวบ) เด็กต้องสามารถควบคุมอวัยวะเคลื่อนไหวทั้งอย่างหยาบและประณีตได้แล้ว (Gross and Fine Motor Control) และในช่วงของวัยเด็กตอนต้นเป็นช่วงแบ่งการพัฒนาการทำงาน ประสานสัมพันธ์ของอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนไหว (Motor Coordination) ซึ่งเป็นจุดเด่นแห่งการพัฒนาทางกายของเด็กในขั้นนี้

ประดินันท์ อุปรมัย และคณะ (2549: 99) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมพัฒนาการในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในวัยเด็กตอนต้นให้ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยการจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อแขน ขา เช่น การวิ่งกลางแจ้ง การปีนป่าย การกระโดด ชนิดต่าง ๆ การเต้นระบำเข้าจังหวะ การทดสอบการควบคุมกล้ามเนื้อเกี่ยวกับการทรงตัว เช่น เดินบนกระดานแผ่นเดียวและกิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อมัดย่อย ๆ เช่น การร้อยลูกปัด การตอกตะปู การดีด ตี เคาะ เครื่องดนตรี กิจกรรมเหล่านี้ยังช่วยส่งเสริมการประสานงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ประดินันท์ อุปรมัย และคณะ (2549: 99) ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต (2546: 66 – 67) เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ (2549: 99 - 102) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวของวัยเด็กตอนต้น ในแต่ละอายุมีความสามารถดังนี้



พัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหว ประดินันท์ อุปรมัย (2549: 107 - 108);

เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ (2549: 145 - 147) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวไว้พอสรุปได้ ดังนี้

- ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทประสานงานกันได้ดีขึ้น

- สายตาและกล้ามเนื้อมือยังทำงานประสานกันไม่ดีนัก เนื่องจากการพัฒนากล้ามเนื้อมีไม่เท่ากัน

- วิ่ง กระโดดได้คล่องแคล่ว

- กล้ามเนื้อมัดเล็กจะเจริญขึ้น จึงทำงานประเภทใช้ความประณีตได้ดีขึ้น เช่น เย็บผ้า ประดิษฐ์สิ่งของ ทำงานฝีมือ

- กิจกรรมทักษะทางกลไก (Motor Skill) ทำได้ดีขึ้น ดังทักษะต่อไปนี้

(เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ (2549 : 145-147)

1. การกระโดด (Jumping)

- การกระโดดสูงโดยให้เด็กชูมือเหนือศีรษะแล้วกระโดดให้สูงที่สุดแตะผนัง (Vertical Jump) เป็นการวัดทักษะทางกลไกและวัดความแข็งแรงพบว่าเด็กชายกระโดดได้สูงกว่าเด็กหญิงหลังอายุ 7 ปีไปแล้ว

- การกระโดดข้ามตาราง (Hopscotch) เป็นการวัดความแม่นยำและความแข็งแรงในการกระโดดพบว่าเด็กทำได้ดีเมื่ออายุ 6 ปีไปแล้ว เด็กหญิงกระโดดได้ดีกว่าเด็กชายยิ่งโตทักษะยิ่งดีขึ้น

2. ทักษะในการเล่นลูกบอล (Skill in Ball Play)

2.1 ทักษะการปา

- ความแม่นยำในการปาลูกบอลจะเพิ่มขึ้นตามอายุ

- เด็กชายมีทักษะในการปาลูกบอลดีกว่า

2.2 ทักษะการรับ

- ทักษะในการรับมากกว่าการปา การรับบอลจะดีหรือไม่ขึ้นกับขนาดและความเร็วของลูกบอล

- ความสามารถในการคาดคะเนว่าควรจะรับบอลเมื่อไรจะดีตามอายุที่เพิ่มขึ้น

- พบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในความสามารถด้านนี้

2.3 ทักษะการตีและการเตะบอล

- โดยทั่วไปเด็กชายจะทำได้ดีกว่าเด็กหญิง อาจเป็นเพราะเด็กชายเล่นเกมเหล่านี้มากกว่าเด็กหญิง

3. เวลาในการมีเวลาปฏิกิริยา (Reaction Time)

- พบว่าระยะเวลาในการมีปฏิกิริยาตอบสนองจะลดน้อยลงเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น และจะลดลงในช่วงอายุ 4-9 ปี


การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

การศึกษาพัฒนาการของวัยเด็กตอนต้นและวัยเด็กตอนกลางทำให้เราทราบถึงลำดับความสามารถของเด็กและความพร้อมในการที่จะเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวของเด็กในแต่ละช่วงวัย กิจกรรมพลศึกษาจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวตามช่วงวัยของอายุสามารถจัดกิจกรรมให้เหมาะกับวัยของเด็ก ดังตัวอย่างพอสรุปได้ดังนี้





ที่มา: (สำนักพัฒนาการพลศึกษา สุขภาพ และนันทนาการ กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.

2542: 95-104)


จากตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าวครูผู้สอนควรระมัดระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในการจัดกิจกรรม ดังนี้

- ระมัดระวังพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กผู้ชาย

- เด็กในวัยนี้ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง

- พื้นสนามต้องเรียบ ไม่ขรุขระและไม่ลื่น เพราะจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

- หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมบริเวณที่มีอากาศร้อน อบอ้าว หากต้องเล่นหรือออกกำลังกายในภาวะดังกล่าวให้เด็กจิบน้ำบ่อย ๆ


พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กมีพัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับเหมือน ๆ กันในเด็กทุกคนมีลักษณะการพัฒนาการดังนี้

1. การพัฒนาเริ่มจากส่วนบนคือศีรษะลงไปสู่ส่วนล่างของร่างกายช่วงแรกจะมีการพัฒนาเร็วและค่อย ๆ ช้าลง

2. การควบคุมการทรงตัวของส่วนต่าง ๆ จะเกิดก่อนการพัฒนาในเรื่องการเคลื่อนไหว

3. การเคลื่อนไหวในวัยแรกเกิดจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อน เช่น สะดุ้ง ผวา แต่เมื่อสมองพัฒนาขึ้น การเคลื่อนไหวจะเกิดจากความเข้าใจที่เกิดจากการเรียนรู้

4. การเคลื่อนไหวจะเริ่มจากแกนกลางของลำตัว ออกไปสู่ส่วนปลายคือ มือและเท้า เช่นเด็กจะบังคับแขนได้ก่อนที่จะบังคับการใช้นิ้วมือ

5. การพัฒนาการเคลื่อนไหวทั่วไปก่อนที่จะไปสู่การเคลื่อนไหวเฉพาะเจาะจงการสอนทักษะการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา ควรเน้นที่ทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นและจัดกิจกรรมที่พัฒนาทักษะกลไกมากกว่าการพัฒนาทักษะทางกีฬา โดยกิจกรรมที่จัดต้องคำนึงถึงความพร้อมและวุฒิภาวะเป็นสำคัญ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

ทักษะการเคลื่อนไหวจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่อไปนี้

1. ความพร้อมของผู้เรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ

2. แรงจูงใจให้เด็กอยากเรียน

3. สร้างความสนใจที่จะเรียนรู้ของเด็ก

4. กิจกรรมที่จัดสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้ไปยังทักษะใหม่ได้

5. การให้ข้อมูลย้อนกลับให้เด็กสามารถปรับปรุงและแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง

6. การเสริมแรงเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมและสร้างนิสัยในการฝึกหัดเพื่อเกิดการเรียนรู้


การเรียนรู้การควบคุมการเคลื่อนไหวของเด็กวัยต่าง ๆ

การควบคุมการเคลื่อนไหวของมนุษย์จะเริ่มมีพัฒนาการมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเมื่อเป็นตัวอ่อนก็มีการเคลื่อนไหวบ้างแล้ว เมื่อคลอดออกมาก็แสดงอาการเคลื่อนไหวของศีรษะ มือ เท้าได้บ้าง การเคลื่อนไหวในระยะนี้เป็นปฏิกิริยารีเฟลกซ์ต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่เข้ามา เช่น ความร้อน ความเย็น ความหิว เป็นต้น

ศรีเรือน แก้วกังวาน (2545: 157) ได้ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะที่น่าสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการเคลื่อนไหวของมนุษย์ มีลำดับขั้นตอนตั้งแต่แรกคลอดจนเดินได้ โดยพิจารณาตามอายุและลักษณะพฤติกรรมการเคลื่อนไหว มีลำดับขั้นตอนดังนี้

อายุ 1 เดือน ชันคอได้เมื่ออุ้มให้นิ่งและอาจจะคว่ำและยกคางขึ้นได้

อายุ 2 เดือน นอนคว่ำ ยกหน้าอกขึ้นได้

อายุ 3 เดือน ยกมือเพื่อจับสิ่งของได้ (ในท่านอน)

อายุ 4 เดือน นั่งได้เมื่อมีคนช่วย

อายุ 5 เดือน นั่ง พยายามหยิบจับสิ่งของ

อายุ 6 เดือน นั่งเก้าอี้ที่มีกรอบล้อมรอบ หยิบวัตถุสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าได้

อายุ 7 เดือน นั่งเมื่อมีผู้ช่วยจับ รู้จักใช้แขนค้ำยันตัวไม่ให้ล้ม

อายุ 7 ½ เดือน นั่งเอาตัวตรงได้

อายุ 8 เดือน จับให้ยืนโดยมีผู้ช่วย ขาของทารกจะพยุงตัวได้เอง

อายุ 9 เดือน ยืนเคาะเครื่องเรือนได้

อายุ 10 เดือน คลานได้

อายุ 11 เดือน เดินโดยมีผู้จูงได้

อายุ 12 เดือน คุกเข่าเพื่อยืนเหนี่ยวเครื่องเรือนดึงตัวขึ้นยืนยืนโดยปล่อยมือตั้งไข่

อายุ 13 เดือน ไต่ขั้นบันไดได้เอง

อายุ 14 เดือน ยืนด้วยตนเองได้

อายุ 15 เดือน เดินได้

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหวของทารก ต้องพัฒนาไปภายใต้กฎ วุฒิภาวะ ดังนั้นการที่จะฝึกทารกข้ามขั้นตอนโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมทางกายและสมองนั้นจะเป็นโทษ

1. ลำดับขั้นตอนการพัฒนาการเคลื่อนไหวของมนุษย์

พัฒนาการเคลื่อนไหวของมนุษย์เป็นที่ยอมรับในทุกกลุ่มที่ศึกษาว่าย่อมมีความแตกต่างกัน มนุษย์มีวัฏจักรของชีวิตเหมือนกัน คือ เกิด เติบโต แก่ เจ็บ ตาย แต่ใครจะตายเร็ว ตายช้า ก็แล้วแต่ความแตกต่างของแต่ละบุคคล แต่ในการเจริญเติบโตทุกคนก็จะต้องผ่านวัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยชรา ตามพัฒนาการของร่างกาย การเคลื่อนไหวก็เช่นเดียวกันมีแบบแผนตามลำดับ คือ พัฒนาการจากการคว่ำ นั่ง ยืน และเดินได้ตามลำดับ

Shirley, M. M (1964: n80) อ้างใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ (2547: 18) ได้ศึกษาลักษณะการเคลื่อนไหวของเด็กตั้งแต่ 4 วัน ถึง 47 สัปดาห์ จากการศึกษาพบว่า มีลักษณะการเคลื่อนไหว (Motor Items) ถึง 42 อย่างที่พัฒนาขึ้นระหว่างอายุเฉลี่ยของเด็กตั้งแต่ 4 วัน ถึง 47 สัปดาห์ และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับลำดับขั้นของการพัฒนาการเคลื่อนไหว 2 ประการ คือ

1. พัฒนาการเกิดขึ้นจากศีรษะ ลงไปสู่ส่วนล่างของร่างกายและพัฒนาการในตอนต้นนี้ จะมีอัตราเร่งสูงกว่าวัยอื่น ๆ เมื่อถึงระยะที่เด็กมีความสามารถที่จะนั่งโดยลำพังได้ อัตราการเร่งพัฒนาก็จะลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

2. การควบคุมการทรงตัวของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จะเกิดก่อนการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น เด็กจะยกศีรษะตั้งชันขึ้นก่อนที่จะหันไปมาได้ เด็กสามารถนั่งได้ด้วยตนเองก่อนที่จะเอนร่างกายไปมาได้ เด็กจะยืนตั้งไข่ได้ก่อนที่จะเดินได้ เป็นต้น

วันดี วราวิทย์ (2547: 263) ได้กล่าวว่าพัฒนาการด้านเคลื่อนไหว (Motor Development) เป็นพัฒนาการของบุคคลในด้านการใช้ความสามารถทางกล้ามเนื้อใหญ่และเล็ก เป็นพฤติกรรมที่สังเกตง่าย และสามารถนำมาใช้บอกระดับความเจริญเติบโตของสมอง และได้สรุปลักษณะเฉพาะของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวไว้ ดังนี้

1. เป็นกระบวนการต่อเนื่องกันตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาและมีลำดับขั้นเหมือนกันในเด็กทุกคน แม้อัตราพัฒนาอาจจะแตกต่างกันบ้าง เช่น ทารกทุกคนจะนั่งได้ก่อนเดิน แต่เด็กบางคนอาจจะเดินได้เมื่ออายุ 10 เดือน บางคนอาจจะเดินได้เมื่ออายุ 12 เดือน เป็นต้น

2. การพัฒนาจะดำเนินจากศีรษะลงไปสู่เท้า จากส่วนหัวไปสู่ส่วนปลาย เช่น

- ทารกเดือนแรกจะใช้ตาได้ก่อน เพราะตาอยู่ส่วนหัวสุด

- เดือนที่ 2 ยิ้มได้

- เดือนที่ 3 ชันคอได้

- เดือนที่ 5 บังคับกล้ามเนื้อ หลัง ไหล่และแขน จึงคว่ำได้

- 1 ขวบ ยืนโดยลำพังและเริ่มเดินได้

3. การเคลื่อนไหวตอนแรกเกิดเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อน (Primitive Reflex) เช่น สะดุ้ง ผวา เมื่อได้ยินเสียงดัง เมื่อสมองพัฒนาขึ้น การเคลื่อนไหวแบบนี้จะค่อยหายไปและมีการเคลื่อนไหวที่เกิดจากความตั้งใจเข้ามาแทน การเคลื่อนไหวในช่วงแรกนี้เป็นการเคลื่อนไหวแบบรวม เช่น ทารกอายุ 16 สัปดาห์ แสดงอาการอยากได้ของเล่นที่มีสีสันสดใดโดยพยายามที่จะคว้าโดยใช้มือทั้ง 2 มือ แต่ก็ยังคว้าไม่ได้ เมื่อมีอายุมากขึ้นเป็น 28 สัปดาห์ ก็สามารถยื่นมือเพียงมือเดียวไปจับของเล่นนั้นได้

นอกจากนี้ พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ (2547: 21) ได้เสนอกฎทิศทางของการพัฒนา (The Law of Developmental Direction) ของกีเซล (Gesell. 1954: 335) ไว้ดังนี้

1. พัฒนาการจะแผ่ขยายจากส่วนศีรษะลงสู่เท้าซึ่งหมายความว่าการพัฒนาทั้งในด้านโครงสร้างและหน้าที่เกิดขึ้นครั้งแรกตรงส่วนศีรษะก่อนแล้วจึงไปสู่ส่วนลำตัวและส่วนขา เช่น เมื่อเด็กนอนคว่ำได้ก็จะพัฒนาไปสู่การยกศีรษะและยกลำคอได้ก่อนที่จะยกส่วนอกได้ กฎการพัฒนาการนี้เรียกว่า The Cepholacaudal Law

2. พัฒนาการจะเริ่มจากส่วนใกล้สู่ส่วนไกลโดยเริ่มจากแกนกลางของร่างกายออกสู่ข้างนอกตรงไปยังส่วนปลายสุด ได้แก่ มือและเท้าในวัยก่อนคลอด ส่วนศีรษะและลำตัวพัฒนาก่อนที่จะปรากฏตุ่มตาของแขนขาสั้นจากนั้นตุ่มตาแขนจะค่อย ๆ ยาวขึ้นและพัฒนาไปเป็นมือและนิ้วมือ เช่นเดียวกับการพัฒนาการเคลื่อนไหว เด็กจะสามารถใช้ส่วนแขนได้ก่อนที่จะใช้มือและจะใช้มือหยิบจับของได้ทั้งมือ ก่อนที่จะสามารถครอบคลุมการใช้นิ้วมือได้ กฎการพัฒนาการนี้เรียกว่า The Proximodistal Law และแมคแคนเลซ ยังได้เสนอให้มีการเพิ่มกฎอีกข้อคือ (Mc Candles. 1967 อ้างใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. 2547: 21)

3. ความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาการจะเริ่มจากรูปแบบทั่ว ๆ ไปก่อน แล้วจึงไปสู่รูปแบบที่เป็นแบบเฉพาะ (Specific) กฎข้อนี้มีข้อขัดแย้งบ้างคืออาจจะมีการพัฒนาจากแบบเฉพาะไปยังแบบทั่ว ๆ ไปบ้าง หรือเกิดขึ้นไปทั้งสองทิศทางแต่พบว่า ส่วนใหญ่ลักษณะการพัฒนาที่เดินและเห็นได้ชัดที่สุดคือ เป็นแบบทั่ว ๆ ไปสู่แบบเฉพาะ

จากข้อความข้างต้นพอสรุปได้ว่า การพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กจะพัฒนาตามลำดับขั้น เป็นไปตามวุฒิภาวะและการพัฒนาจะดำเนินจากส่วนบนของร่างกายสู่ส่วนล่างของร่างกาย การเคลื่อนไหวตอนแรกเกิดเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับ แต่เมื่อสมองพัฒนาขึ้นจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเรียนรู้และการพัฒนาจะเกิดจากการเคลื่อนไหวจากแกนกลางของลำตัวไปสู่ส่วนปลายที่อยู่ไกลออกไปและการพัฒนาการเคลื่อนไหวเกิดจากแบบ การเคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไป ก่อนที่จะไปสู่แบบการเคลื่อนไหวที่ชี้เฉพาะเจาะจง

2. การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ

ช่วงวัยเด็กตอนต้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาการเคลื่อนไหว ดังนั้นการวางพื้นฐานเบื้องต้นของการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเด็กวัยนี้ได้รับการฝึกฝนทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด การรับ การจับ การขว้าง การตีที่ถูกต้องและได้รับการฝึกฝนอยู่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยพัฒนาการทำงานประสานสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ใช้ในการเคลื่อนไหว (Motor Coordination) นับว่าเป็นการวางพื้นฐานที่สำคัญของเด็กในวัยนี้

สามารถแบ่งชนิดการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ 2 ประเภท

1. การเคลื่อนไหวที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor) ได้แก่ การเคลื่อนไหวในการทรงตัวของร่างกายในท่าทางต่าง ๆ ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในร่างกายจะมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับและวุฒิภาวะ

2. การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine motor) ได้แก่ การควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น กล้ามเนื้อตา ปาก การใช้มือหยิบ จับ วาง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวอย่างละเอียด ประณีต

ดังนั้นการพัฒนาการเคลื่อนไหวในเด็กจึงมีการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเคลื่อนไหวที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการเคลื่อนไหวที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กด้วย เพราะปัจจัยเหล่านี้มิใช่เป็นการพัฒนาด้านร่างกายเท่านั้น ยังชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านสมองและเป็นตัวบ่งชี้ที่บอกระดับความเจริญเติบโตของสมองเด็กด้วย

พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก

Gesell (1974) อ้างใน วันดี วราวิทย์ (2547: 264) ได้สรุปลักษณะพฤติกรรมที่แสดงถึงพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กมีลำดับขั้นตอนของการมีพัฒนาการดังนี้

แรกเกิด สะดุ้ง ผวา เมื่อได้ยินเสียงดัง หรือถูกแรงสะเทือน

1 เดือน มองตามแสง ยกศีรษะได้ถึงช่วงไหล่

2 เดือน ยิ้ม มองตามได้มากขึ้น

3 เดือน หันศีรษะไปมาได้

4 เดือน ยกศีรษะ ชันคอได้แข็ง

5 เดือน พลิกคว่ำหงายได้คล่อง

6 เดือน คืบ ชันตัวช่วงบนขึ้นได้

7 เดือน พยายามโหย่งตัวนั่ง

8 เดือน คลาน นั่งเองได้สักครู่

9 เดือน นั่งเองได้นาน เริ่มเกาะปีน

10 เดือน ดึงตัวขึ้นยืน เดินโดยใช้เก้าอี้มีลูกล้อ

11 เดือน ก้าวเดินเมื่อมีคนจูง

12 เดือน ยืนได้เอง เดินได้ 2 - 3 ก้าว

18 เดือน ขึ้นบันไดได้ แต่ต้องช่วยจับ

23 เดือน ขึ้นบันไดได้เอง ลงบันไดได้ วิ่งได้

31 เดือน ขึ้นบันไดโดยสลับเท้า ขี่จักรยานสามล้อ

49 เดือน ลงบันไดโดยสลับเท้า กระโดดได้

60 เดือน ยืนขาเดียวได้

ขั้นตอนลักษณะพฤติกรรมของการพัฒนาการการใช้มือ ซึ่งเป็นการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กแรกเกิดถึง 2 เดือน ทารกกำวัตถุที่มีผู้ส่งให้ไว้ในมือโดยปฏิกิริยาสะท้อนการกำมีลักษณะใช้นิ้วทั้งห้ากดสิ่งของไว้กับฝุามือ

6 เดือน ทารกทำได้แค่เอามือป๎ดหรือปุายสิ่งของที่ตนเองต้องการหยิบ

7 เดือน ทารกจับหรือตะครุบสิ่งของที่เห็นไว้ในอุ้งมือได้แม่นยำพอใช้

9 เดือน หยิบของโดยใช้นิ้วโปูงกับนิ้วอื่น ๆ ได้

6 ถึง 12 เดือน เริ่มใช้มือที่ถนัดได้ แต่จะแสดงความถนัดให้เห็นชัดเจนเมื่ออายุ 18 เดือน

18 เดือน จับถ้วยได้โดยใช้ทั้งสองมือ และใช้ช้อนตักอาหารได้ ถอดถุงเท้าได้

24 เดือน ใช้ส้อมจิ้มอาหารได้

36 เดือน เขียนรูปวงกลมได้

42 เดือน กากบาทได้และใส่กระดุมเสื้อได้

72 เดือน เขียนรูปสามเหลี่ยมได้

3. พัฒนาการของเด็กในวัยประถมศึกษา

วัยที่เด็กเริ่มเข้าสู่ระบบโรงเรียนจะอยู่ในช่วงอายุ 6 - 12 ปี ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาในภาคบังคับ ก่อนอายุ 6 ปี เด็กบางคนอาจจะยังไม่เข้าโรงเรียนการดูแลต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของแม่ คุณตา คุณยาย คุณปูุ คุณย่า จึงอยากจะกล่าวถึงพัฒนาการในช่วงที่เด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียน โดยส่วนใหญ่เด็กมีความกระตือรือร้น รู้จักรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัวของตนเอง เช่น การรับประทานอาหาร การเข้าห้องน้ำ การทำความสะอาดตนเอง เป็นการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ฝึกการใช้ชีวิตในสังคมนอกบ้านต้องรู้จักแบ่งป๎น ยอมรับผู้อื่น รู้จักยอมรับกฎ กติกา ของสังคม

พัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวของเด็กในวัยประถมศึกษา เป็นสิ่งที่ครูจะต้องตระหนักถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน เช่น ความสามารถในการเดิน วิ่ง กระโดด กระโดดสลับเท้า การกระโจน การปีนปุาย การโยน การรับ การจับ เป็นต้น นอกจากนี้ความสามารถในการทรงตัว การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่และการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่จะต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาเป็นอย่างดีเพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการเล่นเพื่อความสำเร็จและเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพต่อไป

จิรกรณ์ ศิริประเสริฐ (2543: 60) กล่าวว่ากระบวนการที่เด็ก ๆ เรียนทักษะการเคลื่อนไหว เรียกว่า การเรียนรู้ทักษะกลไก การที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ทดลองได้แสดงออกจนประสบผลสำเร็จทำให้สนุกสนานกับการเคลื่อนไหวและได้รับความพึงพอใจในกิจกรรมพลศึกษาระหว่างที่เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาจะส่งผลต่อรูปแบบการพัฒนาการออกกำลังกายไปตลอดชีวิต

ดังนั้นถ้าเด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้มีความรู้สึกที่ประสบความสำเร็จ เด็กมีความรู้สึกที่เป็นบวกและเป็นแรงจูงใจที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมพลศึกษาตลอดไปในชีวิต ครูพลศึกษาจึงเป็นบุคคลที่จะจัดกระบวนการเรียนรู้และจัดกิจกรรมให้สนองกับความต้องการและทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จในการร่วมกิจกรรมพลศึกษา ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงยืนยาวในการนำกิจกรรมพลศึกษาไปใช้ในการดำเนินชีวิตตลอดไป

จิรกรณ์ ศิริประเสริฐ (2543: 28) ได้สรุปความสามารถในการพัฒนาการทางด้านกลไกของร่างกายของเด็กในวัยประถมศึกษา ไว้ดังนี้

1. เป็นวัยเชื่อมต่อของความสามารถในการเคลื่อนไหวพื้นฐานกับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวในการเล่นเกมและทักษะทางด้านกีฬาต่าง ๆ

2. ลักษณะของกล้ามเนื้อมีความทนทานน้อย เหนื่อยง่าย ดังนั้นการฝึกฝนจะช่วยพัฒนาในระบบต่าง ๆ เหล่านี้

3. ความสามารถในการรับรู้ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นกว่าในวัยก่อนเข้าโรงเรียนมาก ดังนั้นการฝึกหัดจะช่วยพัฒนาระบบการรับรู้ การมองเห็น ปฏิกิริยาตอบสนอง กลไกทางระบบประสาททำให้เกิดการเจริญเติบโตของวุฒิภาวะทางด้านต่าง ๆ

4. เด็กวัยนี้สามารถปฏิบัติทักษะต่าง ๆ ที่ซับซ้อนได้ การฝึกหัดจะยิ่งช่วยพัฒนาความสามารถให้ดียิ่งขึ้น

5. การจัดกิจกรรมพลศึกษาทั้งเด็กชายและเด็กหญิงร่วมเล่นกันได้ เพราะไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องน้ำหนัก ส่วนสูงและพัฒนาการด้านต่าง ๆ มากนัก

ดังนั้นการพัฒนาทักษะกลไกของเด็กวัยประถมศึกษา แบ่งออกได้ 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ดังนี้

ระดับที่ 1 ระดับอนุบาล - ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

อายุระหว่าง 6 - 8 ปี ในระดับอนุบาลเด็กควรได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่และแบบเคลื่อนที่ เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด การกระโดดสลับเท้า การกระโจน การควบม้า การกระโดดเท้าเดี่ยว การกระโดดเท้าคู่ การเคลื่อนที่แล้วหยุดกะทันหัน เป็นต้น

ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ยังต้องมีการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นดังกล่าวอยู่แต่เพิ่มเติมในเรื่องของจินตนาการในการเคลื่อนไหว เช่น การเล่นเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ อาจจะจินตนาการเคลื่อนไหวเป็นลิง ช้าง นก งู เป็นต้น สัตว์เหล่านี้เคลื่อนไหวอย่างไรเป็นการเคลื่อนไหวตมจินตนาการเพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานในการเคลื่อนไหว โดยจัดกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการขว้าง การโยน การตี การรับและพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดยรวม โดยจัดกิจกรรมในรูปของเกมต่าง ๆ โดยครูเป็นผู้จัดองค์ประกอบ อุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้ เน้นวัยที่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ดี เด็กวัยนี้ถ้าได้รับการฝึกที่ถูกต้องจะพัฒนาทักษะกลไกการเคลื่อนไหวได้ดีมาก

ระดับที่ 2 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 4

เป็นช่วงอายุระหว่าง 9 - 10 ปี เด็กวัยนี้จะมีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวพื้นฐานมาแล้ว ดังนี้จะสามารถพัฒนาการเคลื่อนไหวให้ซับซ้อนและยากขึ้นได้ โดยทำกิจกรรมที่มากขึ้น มีความต่อเนื่องหรือกิจกรรมที่ใช้ความสัมพันธ์ของอวัยวะหลาย ๆ ส่วนได้ดีขึ้น เช่น วิ่งแล้วม้วนตัว วิ่งแล้วหยุดกระโดด กระโดดจากที่สูงแล้ววิ่ง การรับแล้วขว้าง การวิ่งแล้วรับ เป็นต้น ลักษณะการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะมีความต่อเนื่องและสวยงามราบรื่นมากขึ้น

เด็กวัยนี้จะพัฒนาเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ กล้ามเนื้อมัดใหญ่จะแข็งแรงมากขึ้น ทักษะในการใช้มือพัฒนามากขึ้น การควบคุมการทรงตัวดีขึ้น การพัฒนาทางด้านสติป๎ญญาและการรับรู้มีมากขึ้น

ระดับที่ 3 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6

ช่วงอายุระหว่าง 11 - 12 ปี เด็กวัยนี้จะสามารถพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวเฉพาะอย่าง และทักษะกีฬาบางชนิดได้ เช่น ทักษะในการกระโดด ทักษะการรับส่งลูกบอล ทักษะการเต้นรำ ทักษะการเตะ การตี

ร่างกายจะมีความแข็งแรง ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อและระบบประสาทสามารถฝึกได้ดี ทำให้มีการพัฒนาทักษะกลไกการเคลื่อนไหวได้ดี ดังนั้นกิจกรรมที่ควรจัดจึงควรมีความสนุกสนาน ท้าทาย เช่น เกมต่าง ๆ การเต้นรำ การเล่นยิมนาสติก เป็นต้น

จึงพอสรุปได้ว่าการสอนพลศึกษาสำหรับเด็กในระดับประถมศึกษาควรมุ่งเน้นในการวางพื้นฐานการเคลื่อนไหวเบื้องต้น Basic Movement) และจัดกิจกรรมที่มุ่งไปในการพัฒนาทักษะกลไก มากกว่าการพัฒนาทักษะทางกีฬาแต่ละชนิด ในการจัดกิจกรรมให้ตระหนักในเรื่องความพร้อมและวุฒิภาวะเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพสำหรับทักษะที่จะถูกพัฒนา ทักษะการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการฝึกหัดและประสบการณ์ที่ได้รับจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูจัดให้อย่างถูกต้อง ครูจึงต้องสร้างสิ่งแวดล้อม กิจกรรมและประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุดตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน ดังนั้นทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานง่าย ๆ จากการเคลื่อนไหวอยู่กับที่ไปสู่การเคลื่อนไหวที่มีการเคลื่อนที่ไปสู่การเคลื่อนไหวทั้งสองอย่างผสมผสานกัน และการเคลื่อนไหวที่มีวัตถุหรืออุปกรณ์ประกอบเป็นการเพิ่มการเคลื่อนไหวที่ยุ่งยากซับซ้อนตามลำดับซึ่งการเรียนรู้ทีละขั้นทีละตอนเด็ก ๆ จะเกิดการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัวและทักษะพื้นฐานเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในทักษะกีฬาชนิดต่าง ๆ เมื่อเด็กได้เรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นก็จะสามารถถ่ายโยงทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานไปใช้ในทักษะกีฬาชนิดต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องทำให้สามารถพัฒนาทักษะกีฬาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

MODULE 7 : การประเมินความสามารถผู้เรียน

แนวทางการประเมินความสามารถผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 https://evalpatomwai.blogspot.com/p/2568.html