หน้าเว็บ

การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย


ถอดความจาก 

CLIP “ความรู้พื้นฐาน หลักการ แนวคิด   และทฤษฎีทางดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย”

เรื่องที่ 1 แนวคิดเบื้องต้นในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

https://www.youtube.com/watch?v=BIGwEaJWKLQ

เรื่องที่ 2 แนวทางการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

และ “พัฒนาการทางการเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย”

https://www.youtube.com/watch?v=uv1nCdtp7Tc

เรื่องที่ 3 กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

https://www.youtube.com/watch?v=tziPW7g8QNg

[ หมายเหตุ - รายละเอียดอาจยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ผู้ศึกษาควรรับชมจาก CLIP ต้นฉบับ ]


แนวคิดเบื้องต้นในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย


การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมากต่อชีวิตมนุษย์ ช่วยก่อร่างสร้างความเป็นมนุษย์ เกิดผลดี

ต่อร่างกายของมนุษย์ ทั้งในเรื่องของบุคลิกภาพอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เช่น การคิดคำนวณ

ตรรกะคณิตศาสตร์ ล้วนแต่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เราจึงควรที่จะจัดกิจกรรม

การเคลื่อนไหวกับเด็กอย่างเหมาะสมตามวัยของเด็กแต่ละคน

การเคลื่อนไหวมีความสำคัญต่อการก่อร่างสร้างความเป็นมนุษย์ เป็นกิจกรรมแรกที่มนุษย์สามารถ

ทำได้เพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก กล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวเป็นภาษาแรกที่มนุษย์จะสื่อออกมา เพื่อแสดง

ความเป็นตัวของตัวเองให้โลกได้รู้จักเพื่อเป็นการแสดงออกถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์มีต่อโลกด้วย

การเคลื่อนไหวจึงเป็นองค์รวมของชีวิตตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งตาย การเคลื่อนไหวมีอยู่ในทุกอิริยาบถ 

ทุกสัมผัสของมนุษย์ ทั้งการฟัง การมอง ล้วนต้องอาศัยการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งสิ้น  ประสบการณ์

การเคลื่อนไหวของเด็กเป็นส่วนสำคัญในการก่อร่างบุคลิกภาพ อารมณ์ ความรู้สึก และความสำเร็จของเขา

การเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่เพียงแค่การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ความสามารถขั้นสูงกว่านั้น 

จะถูกสร้างขึ้นด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมองและร่างกายในระหว่างทำการเคลื่อนไหว

มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยที่ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวยังไม่สมบูรณ์เมื่อเทียบกับ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ที่คลอดออกมาจากท้องแม่ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ในทันที แต่มนุษย์ต้องอาศัย

การฝึกฝนทักษะในการที่จะทรงตัวต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ยืน 2 ขา 

มือเป็นอิสระเพื่อที่จะทำงานต่าง ๆ 

 

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร

การเคลื่อนไหวกับการทำงานของสมองมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ยิ่งมีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ 

เท่าไร ก็จะทำให้เซลล์สมองมีการเชื่อมต่อกันที่แข็งแรงมากขึ้น ในขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวที่แปลก ๆ ใหม่ 

ก็จะทำให้เซลล์สมองเชื่อมต่อในจุดที่หลากหลายมากขึ้น การเชื่อมต่อที่หลากหลายมากขึ้นจะช่วยให้สมอง

พัฒนาศักยภาพของตนเองได้ การเชื่อมต่อที่หลากหลายเหมือนการสร้างทางลัด ยิ่งเรามีทางลัดมากเราก็จะไป

ถึงจุดหมายเร็วขึ้นเท่านั้น  ฉะนั้นการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ จึงเป็นทางลัดเชื่อมไปยังจุดต่างๆ เมื่อสมองมีทางลัด

เชื่อมไปยังจุดต่าง ๆ  มากขึ้น ก็จะมีศักยภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวให้กับ

เด็ก เราจึงต้องมีการซ้ำย้ำทวนให้เด็กได้ฝึกฝน และมีการสร้างกิจกรรมแปลก ๆ ใหม่ ๆให้เด็กได้ทำด้วย 

 

การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 

เด็กฝึกฝนการเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ  โดยการเล่น การได้เคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่าง ๆ

ทำให้เขารู้จักร่างกายของตนเอง เช่น รู้จักความยาวของช่วงตัวจากการเหยียดขาให้กว้างให้ยาวที่สุด รู้จักความ

กว้างของช่วงตัวจากการเหยียดแขนออกไปให้ไกลที่สุด ทักษะเกี่ยวกับพื้นที่ ทิศทาง และมิติสัมพันธ์เป็น

พื้นฐานสำหรับความสามารถในการอ่านและเขียน ซึ่งเป็นพัฒนาการทางสติปัญญาระดับสูง  เด็กเกิดมาพร้อม

กับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ จินตนาการความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้เป็นพื้นฐานของการพัฒนา

สติปัญญาของเด็ก  เด็กมีความสามารถในการพัฒนาจินตนาการได้ตั้งแต่ขวบปีแรก ด้วยการเรียนรู้จากสิ่งเร้า

รอบตัว เช่นเสียง จังหวะ 

เด็กอายุ 2 ปี ความกระตือรือร้นที่จะใช้ประสาทสัมผัสจะเริ่มมีมากขึ้น 

ช่วงอายุ 2-4 ปีเด็กสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ตรง ประสาทสัมผัสพร้อมสำหรับ

สิ่งแปลกใหม่ตามธรรมชาติ เด็กเริ่มมีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองและทำในสิ่งที่เกินความสามารถของตัวเอง ชอบจินตนาการ

ช่วงอายุ 4-6 ปีเ ด็กจะเริ่มสนุกสนานกับการวางแผน การเล่นที่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ 

เข้ามาไว้ด้วยกัน แม้ว่าจะไม่เข้าใจในเหตุผลอะไรมากนัก ชอบที่จะทดลองเล่นบทบาทสมมุติต่าง ๆ โดยใช้

จินตนาการของตัวเอง ช่วงของการจินตนาการของเด็กจะมีอยู่ในช่วงเฉพาะช่วงปฐมวัยเท่านั้น หลังจากนี้แล้ว

จินตนาการของเขาจะค่อย ๆ ลดลงและแทนที่ด้วยตรรกะและเหตุผลมากขึ้น เพราะฉะนั้นการจัดกิจกรรม

เคลื่อนไหวโดยให้เด็กทำตามในสิ่งที่ครูทำให้ดู จึงไม่ใช่การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ แต่ว่าเป็นเพียง

การสร้างฐานข้อมูลหรือประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ท่าทางการเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ ให้กับเด็ก คือ ไม่ใช่

ว่าครูจะไม่สามารถทำให้เด็กดูได้เลย แต่การทำให้ดูเป็นการทำให้ดูในช่วงต้นเหมือนให้เด็กได้สะสมข้อมูล

ไว้ก่อนแล้วจากนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวแบบใหม่ ๆ ด้วยตนเองเป็นสิ่งสำคัญ  

การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์จะต้องสร้างบรรยากาศในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

ให้เกิดขึ้น โดยเด็กจะต้องรู้สึกปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ต้องรู้สึกเป็นที่ยอมรับในคุณค่าของตนเอง

ไม่ใช่ว่าเขาสร้างผลงานอะไรขึ้นมาแล้วครูก็บอกว่า ไม่ใช่ ไม่ดี ไม่เอา เด็กก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะสร้างสรรค์

อะไรใหม่ ๆ ครูจะต้องกระตุ้นให้เด็กมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะลองและสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น บางครั้ง

ถ้าทำสิ่งที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ หากครูดุว่า ทำได้อย่างไร ให้ทำอย่างนี้ เดี๋ยวก็ล้ม เดี๋ยวเป็นแผลเดี๋ยวจะเจ็บตัวรู้ไหม

เด็กก็จะไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานอะไรใหม่ ๆ ออกมา  ครูจึงต้องคอยดูและประเมินสถานการณ์ว่าสามารถ

จัดกิจกรรมได้ในขอบเขตแค่ไหน อย่างไร และพยายามที่จะให้เด็กสร้างอะไรใหม่ ๆ ออกมาให้มากที่สุด  

โดยสิ่งสำคัญ คือ เด็กต้องไม่รู้สึกถึงการวัดและประเมินหรือการเปรียบเทียบจากภายนอก รวมถึงบรรยากาศ

แห่งการยอมรับ เข้าใจในความแตกต่างของแต่ละบุคคล แน่นอนว่าเด็กแต่ละคนทำได้ไม่เท่ากัน ถ้าครูยอมรับ

ในความแตกต่างของเด็กก็ต้องพยายามสอนให้เด็กยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคลด้วย เด็กจึงกล้าที่

จะสร้างสรรค์ผลงานออกมามากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เด็กจะต้องรู้สึกถึงความเป็นอิสระทางจิต ในที่นี้หมายถึงการ

สร้างบรรยากาศในการยอมรับ และการแสดงออกอย่างอิสระของเด็กแต่ละคน เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดรู้สึกหรือ

เป็นอะไรก็ตามที่อยู่ในตัวตนของเขาอย่างอิสระและเสรี 

 

หลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย

ในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวให้แก่เด็กปฐมวัย ผู้จัดจะต้องคำนึงถึงหลักสำคัญในการจัดกิจกรรม

เคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 6 ประการ ดังนี้ 

1. สามารถพัฒนาอวัยวะทุกส่วนประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างดี กิจกรรม

การเคลื่อนไหวต้องสามารถพัฒนาอวัยวะทุกส่วนของร่างกายรวมถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็กอย่าง

สอดคล้องและสัมพันธ์กัน ไม่มีส่วนไหนที่มากกว่าหรือน้อยกว่า อย่างไรก็ตามให้ครูพิจารณาด้วยว่า 

เด็กแต่ละคนต้องการที่จะพัฒนาอวัยวะส่วนไหนเป็นพิเศษ หรือต้องการที่จะพัฒนาประสาทสัมผัสส่วนไหน

เป็นพิเศษ ครูสามารถที่จะเสริม ทั้งนี้ ครูต้องพิจารณาให้สมดุล เป็นความสมดุลตามความเหมาะสม

ของเด็กแต่ละบุคคล 

2. ตอบสนองความต้องการ ความสนใจและความพอใจของเด็ก กิจกรรมการเคลื่อนไหวจะต้อง

ตอบสนองต่อความต้องการและความสนใจของเด็ก ถ้าหากเป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ดีมาก แต่ว่าไม่เหมาะ

กับวัยเด็กไม่สนใจเขาก็จะไม่อยากเล่น ไม่อยากทำ เหมือนโดนบังคับให้ทำ ก็จะรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่

น่าเบื่อมาก แม้คนอื่นจะบอกว่าเป็นกิจกรรมที่ดีก็ตาม 

3. ช่วยให้เด็กเกิดความซาบซึ้งและมีสุนทรียภาพในการเคลื่อนไหว กิจกรรมการเคลื่อนไหวต้องช่วยให้

เด็กเกิดความซาบซึ้งและเกิดสุนทรียภาพในการเคลื่อนไหว สุนทรียภาพ คือ ความงดงาม กิจกรรมที่เราจัดให้

กับเด็กปฐมวัยต้องเป็นกิจกรรมที่งดงาม คือ นำความงามของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในธรรมชาติหรือสิ่งต่าง ๆ 

รอบตัวเด็กเข้ามาไว้ด้วยกัน อะไรที่พิจารณาแล้วว่าไม่ใช่ภาพที่สวยงามไม่ควรที่จะจัดเข้ามาเป็นกิจกรรมสำหรับ

เด็กปฐมวัย 

4. ผ่อนคลายความตึงเครียด กิจกรรมการเคลื่อนไหวจะต้องเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

ไม่ใช่จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวสำหรับเด็กเหมือนอยู่ในค่ายทหาร คือ ต้องทำตาม เหมือนกันเป๊ะ สร้างความ

ตึงเครียดให้กับเด็ก ส่งผลให้มีสารเคมีในสมองที่หลั่งออกมาเมื่อเด็กเกิดความเครียด   กิจกรรมใดก็ตาม

ที่เราสร้างให้กับเด็กก็จะเกิดผลเสีย แทนที่จะเกิดผลดีในการเคลื่อนไหวนั้น ๆ 

5. สามารถพัฒนาทักษะด้านสังคม การปรับตัวและความร่วมมือในกลุ่มของเด็ก กิจกรรมการ

เคลื่อนไหวจะต้องสามารถพัฒนาทักษะในสังคมการปรับตัวและความร่วมมือในกลุ่มเด็ก โดยจัดกิจกรรม

เคลื่อนไหวเป็นกลุ่มให้เด็กได้มีการร่วมมือกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  จัดกิจกรรมให้เขาได้มีโอกาสให้เป็นผู้ให้

และเป็นผู้รับไปพร้อม ๆ กัน ก็จะสร้างทักษะสังคมและความร่วมมือในกลุ่มให้เด็ก 

6. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กิจกรรมการเคลื่อนไหวจะต้อง

เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อย่าทำแบบให้ครูทำตามให้ดูอย่างเดียว 

การทำให้เด็กดูเป็นเพียงฐานข้อมูลเท่านั้น เขาก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง ครูผู้สอน

หรือพ่อแม่จะต้องกระตุ้นให้เขาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ออกมาผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหว 

การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวให้กับเด็ก คุณครูจะต้องใส่ใจในรายละเอียดสักเล็กน้อย เด็กแต่ละคนมี

ความแตกต่างกัน ครูจึงต้องจัดกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถใช้การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็น

ภาษาแรกของเด็กได้ง่ายที่สุดและถนัดในการใช้มากที่สุด เด็ก ๆ ใช้การเคลื่อนไหวเป็นภาษาแรกของเขา  

เขาก็จะถนัดที่จะใช้การเคลื่อนไหว เพื่อที่จะแสดงความเป็นตัวตนของเขามากที่สุด ถ้าครูสามารถจัดกิจกรรม

ให้เขาได้ฝึกฝนการเคลื่อนไหวได้อย่างดี ก็จะสามารถให้เด็กแสดงความเป็นตัวตนของเขาออกมาสู่โลกได้ง่ายขึ้น

 

แนวทางการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย 

เด็กปฐมวัยควรจะได้รับประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่แตกต่างและ

หลากหลายเพื่อที่จะขยายประสบการณ์ของเด็ก องค์ประกอบในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว สิ่งที่ควรคำนึง

ถึงในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย

1. การใช้ร่างกาย (body) เป็นการใช้ร่างกายทั้งส่วน หรือเป็นส่วน ๆ เช่น แขน ขา หัวไหล่ 

ศีรษะ ประกอบในการเคลื่อนไหว ทั้งที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบแยกส่วน เช่น การหมุนแขน หมุนคอ แกว่งขา 

หรือเป็นการเคลื่อนไหวที่ประสานสัมพันธ์กัน เช่น การวิ่งไปด้วยปรบมือไปด้วย หรือ การกระโดดไปพร้อมกับ

แกว่งแขน  เราต้องคำนึงถึงว่าเราจะใช้ร่างกายมากน้อยแค่ไหน และใช้ส่วนใดบ้าง ให้เหมาะสมกับเด็ก 

2. การใช้พื้นที่ (space) การเคลื่อนไหวต้องใช้พื้นที่เป็นการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวโดยคำนึงถึง

พื้นที่โดยรอบของตนเองและพื้นที่ภายนอกที่จะต้องใช้ร่วมกับผู้อื่นด้วย เป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ 

ของร่างกายด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การคำนึงถึงระดับที่สูงหรือต่ำ   ทิศทางไปข้างหน้าหรือถอยหลัง

จะตัดขวางหรือเป็นวงกลม หรือ มิติใหญ่-เล็ก มาก-น้อยเพียงใด ช่วงกว้าง-แคบ จะติดกับผู้อื่นหรือไม่ รูปร่าง

รูปทรงของการเคลื่อนที่ เช่น เราจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เคลื่อนที่เป็นวงกลม รูปเหลี่ยมหรือซิกแซ็ก หรือ

เป็นรูปต่าง ๆ แล้วแต่จินตนาการ การใช้พื้นที่จะสัมพันธ์กับเรื่องของสังคมอีกด้วย นอกจากเด็กจะต้องคำนึง

ถึงพื้นที่ส่วนตัวแล้ว ต้องคำนึงว่าเขาจะไม่ไปเกะกะระรานผู้อื่นระหว่างที่ใช้พื้นที่นั้น ๆ ด้วย 

3. การจัดช่วงเวลาและจังหวะ (time and rhytm) เป็นการจัดช่วงเวลาและจังหวะการเคลื่อนไหว

หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วหรือด้วยความช้า เป็นจังหวะที่แตกต่างหลากหลาย หรืออาจจะเริ่มต้นจากการ

เคลื่อนตัวช้า ๆ ช้า ๆ ช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เร็วขึ้น เร็วขึ้น  เรื่อย ๆ รวมถึงการจับจังหวะดนตรี หรือจังหวะการพูด

เคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี หรือเคลื่อนไหวตามจังหวะการพูดของครู จังหวะที่แตกต่างของการเดิน จังหวะ

ที่แตกต่างของการกระโดด ใช้จินตนาการว่า เดินอย่างไรให้เหมือนกับช้างเดิน กระโดดอย่างไรให้เหมือนกับ

กระต่าย เป็นต้น

4 การใช้แรง (effort) การใช้แรงเป็นการเคลื่อนไหวโดยใช้พื้นที่และจังหวะอย่างกลมกลืนกันไป

เป็นการแสดงการใช้พละกำลังในระดับที่แตกต่างกัน ออกท่าทางในแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น 

การเคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้น การเคลื่อนไหวอย่างผ่อนคลาย การหยุดแล้วไปต่อ สร้างจินตนาการ

เพิ่มเข้าไปด้วย เช่น ให้เด็ก ๆ ใช้จินตนาการ แล้วเคลื่อนไหวเป็นสายลมที่ค่อย ๆ พัด หลังจากนั้นลมก็จะ

แรงขึ้น แรงขึ้น เมื่อเคลื่อนไหวเป็นพายุ การใช้แรงของเด็กก็จะมากขึ้นตามไปด้วย 

5. ความลื่นไหล (Flow) ความลื่นไหลในการเคลื่อนที่ ความคล่องตัวผ่านการแสดงออกแบบต่าง ๆ 

เช่น การเคลื่อนไหวแบบนุ่มนวล การเคลื่อนไหวแบบหนักแน่น การเคลื่อนไหวแบบกระตุก แบบแข็ง ๆ 

เช่น การเคลื่อนไหวแบบหุ่นยนต์ ครูอาจจะใช้เสียงช่วยสร้างบรรยากาศ ความรู้สึก เพื่อให้เด็กอยากจะ

เคลื่อนไหวแบบหุ่นยนต์  ใช้เสียงเสริมสร้างจินตนาการ หรือกระตุ้นให้เกิดจินตนาการหรือการสมมุติ 

เช่น เคลื่อนที่เป็นจังหวะ กระโดด-กระโดดและหยุด เป็นต้น ก็จะทำให้เกิดความลื่นไหล เช่น ก้าว-ก้าว-นั่ง 

ก้าว-ก้าว-แล้วก็นั่ง ครูจะพิจารณาจากความเคลื่อนไหวและความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น 

6. การสร้างสรรค์ (create) เป็นการเคลื่อนไหวตามคำสั่ง ข้อตกลง หรือการเคลื่อนไหวอิสระ 

ซึ่งเด็กจะต้องทำท่าทางตามจินตนาการ หรือเลียนแบบท่าทางต่าง ๆ ทำท่าประกอบคำพูด ประกอบเพลง

ประกอบดนตรี โดยสิ่งที่จะต้องพิจารณา คือ ความซ้ำซ้อนของท่าทางของการเคลื่อนไหว การแสดงออก

ถึงความสนุกสนาน ความซาบซึ้งกับท่าทางที่แสดงออกมาหรือการกระทำต่าง ๆ ผู้จัดกิจกรรมต้องสังเกต

เนื่องจากเด็กเล็กมีแนวโน้มที่จะทำกิจกรรมเลียนแบบ ครูจะต้องคอยกระตุ้นให้หาท่าใหม่หรือธรรมชาติ

ที่แปลกใหม่ที่ไม่เหมือนกับเพื่อนเลย เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ผ่านการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว 

 

ลักษณะการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย

1. การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งตัวอย่างเป็นองค์รวม เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 

โดยจะต้องมีการย้ายจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ควรมีการนำเสนอ

วิธีการเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อเด็กจะได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ

การเคลื่อนที่ด้วย เช่น การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่โดยเน้นที่การคืบ การคลาน เมื่อสามารถเดินได้แล้ว

ก็มีการเดิน วิ่ง ในลักษณะต่าง ๆ การกระโดดอยู่กับที่ กระโดดแบบกระโจน กระโดดไปข้างหน้าแบบควบม้า

การกระโดดกระต่ายขาเดียว การกระโดดสลับขาไปด้านหน้า หรือการกระโดดสลับขาไปด้านข้าง

รวมไปถึงการก้าวแล้วก็กระโดด 

2. การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายแบบองค์รวม ไม่มีการเคลื่อนย้าย

จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ เช่น การเคลื่อนไหว มือ แขน ขา เฉพาะจุด

ในขณะที่เรายืนอยู่หรือในขณะที่เรานั่ง ในขณะที่คุกเข่าหรือนอนอยู่ ก็สามารถเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ได้ 

ตัวอย่างการเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ เช่น การยืดเหยียด ใส่จินตนาการลงไปด้วย เช่น ยืดตัวให้สูงจน

สามารถแตะดวงดาวบนฟ้าได้ หรือ งอตัว ย่อตัวลง หดตัวลงให้เล็กที่สุด ทำอย่างไรที่จะย่อตัวลงไปทำตัวเรา

ให้เล็กที่สุดกลายเป็นเมล็ดถั่วเขียวเล็ก ๆ ที่ฝังอยู่ในดินหรือเป็นแค่การเขย่าๆ มือ เราจะเขย่ามือของเราอย่างไร  

ใช้จินตนาการลองหมุนร่างกายส่วนไหนของร่างกายที่ใช้หมุนได้บ้าง อวัยวะส่วนใดของร่างกายสามารถโยก

แกว่ง ไกว สมมุติว่าเรานั่งชิงช้าเราจะแกว่งไกวไปได้เร็ว  แรงหรือเบาแค่ไหน การบิดตัวเอง การหมุน การปั่น

ดูว่าอวัยวะส่วนใดของร่างกายที่สามารถจะบิดได้บ้าง เป็นต้น หากเป็นการดึง บิด หมุน ให้เด็กทำกับร่างกาย

ของตนเองเท่านั้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในการจัดกิจกรรม ให้เด็กฝึกฝนกับตัวเองและสัมผัสโดยวัดที่ความรู้สึก

ของตนเองเท่านั้น การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ : การหลบหลีก อาจจะโยกตัวไปทางซ้าย โยกตัวไปทาง

ขวาเพื่อจะหลบหลีกวัตถุบางอย่างในจินตนาการ เป็นต้น 

3. การเคลื่อนไหวพร้อมอุปกรณ์ การเคลื่อนไหวพร้อมอุปกรณ์จะเป็นได้ทั้งการเคลื่อนไหวแบบ

เคลื่อนที่ และการเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ สิ่งสำคัญ คือ มีวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเคลื่อนไหว 

เพื่อให้การเคลื่อนไหวนั้นสมบูรณ์แบบหรือหลากหลายมากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเคลื่อนไหวเป็นได้

ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ริบบิ้น แท่งไม้เล็ก ๆ เชือก ลูกบอล ลูกโป่ง ใบไม้ ใบหญ้า กระดาษ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว 

เป็นต้น ลักษณะของการเล่นกับอุปกรณ์ ได้ทั้งการดึงคนเดียว สองคนดึงผลัดกันไปมา การยกขึ้น เช่น 

ยกลูกบอล ยกลูกโป่ง การใช้แรงก็จะแตกต่างกัน การขว้าง การปา การโยนลูกบอล-โยนลูกโป่ง การเตะ

ฝึกการใช้กล้ามเนื้อขา การกลิ้ง การเดินข้ามสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ 

การเคลื่อนไหวอีกลักษณะหนึ่ง คือ การเคลื่อนไหวเชิงพลศึกษา ซึ่งเป็นการทำงานกับการสร้างสมดุล

ในร่างกาย ครูปฐมวัยสามารถจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิงพลศึกษาในห้องเรียนอนุบาล โดยทั่วไปหลักสำคัญ

ของการเคลื่อนไหวทางพลศึกษา คือ การสร้างความสมดุล และการยืดหยุ่นในร่างกาย ในระดับปฐมวัย

การเคลื่อนไหวแบบนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นยิมนาสติกพื้นฐาน เช่น การงอตัว ม้วนตัว โดยมีครูคอยประคองบ้าง 

การฝึกถ่ายน้ำหนักดูว่าจะสามารถยืนโดยใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดอยู่บนขาซ้ายข้างเดียวได้หรือไม่ นานเท่าใด 

โดยไม่ล้ม ถ้าเอากางแขนออกทั้งสองข้าง ยืนด้วยขาทั้งสองข้างอย่างมั่นคง สามารถที่จะเอนไปด้านหลังได้

มากน้อยเพียงใดโดยไม่ล้ม รวมไปถึงการที่เราจับมือกับเพื่อนเอาไว้แล้วเอียงตัวไปคนละข้าง เพื่อสร้างความ

สมดุลในร่างกายตลอดจนการปีนการห้อย การแกว่ง โดยครู 2 คน อาจให้เด็กเล็กห้อยตัวอยู่ตรงกลาง 

แล้วแกว่งตัวเพื่อฝึกการสร้างสมดุล เป็นต้น

 

สรุป องค์ประกอบสำคัญในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว คือ การใช้ร่างกาย การใช้พื้นที่ การจัดช่วงเวลา

และจังหวะอย่างเหมาะสม การใช้แรง ความลื่นไหลในการจัดกิจกรรม และการสร้างสรรค์ ส่วนการจัดกิจกรรม

มีทั้งการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ 

และการเคลื่อนไหวเชิงพลศึกษา

 

กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

ในช่วงแรก ๆ ของชีวิตมนุษย์ เราจะสามารถพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวโดยเคลื่อนไหว

ไปทั้งตัว เคลื่อนไหวแบบใหญ่ๆ แล้วค่อยพัฒนาการเคลื่อนไหวที่ละเอียดขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น การจัด

กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องคำนึงถึงพัฒนาการ ทางด้านร่างกาย 

การเคลื่อนไหว ด้านสติปัญญา การทำตามคำสั่ง หรือ กิจกรรมง่าย ๆ รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น 

ด้านสังคมจากการเล่นคนเดียว เล่นกับผู้เลี้ยงดู แล้วจึงค่อยขยายออกสู่การเล่นข้างเคียงกันและเล่นด้วยกัน 

ด้านอารมณ์ที่ส่งผลต่อความสนุกสนานในการทำกิจกรรมและทัศนคติที่มีต่อการจัดกิจกรรม 

พัฒนาการเด็กวัย 0-6 เดือน ในช่วงวัยนี้เด็กสามารถที่จะสบตา มองวัตถุสีตัดกัน ชอบให้มีคน

มาเล่นด้วย ชอบหมุนศีรษะไปมา มือเท้าไขว่คว้า เปะปะ พลิกคว่ำ พลิกหงาย สามารถที่จะคืบ คลาน ลุก นั่ง 

คว้าสิ่งต่าง ๆ ใกล้ตัว เลือกหยิบวัตถุต่าง ๆ ด้วยสองมือ  กิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาการ

ของเด็ก 0-6 เดือน คือ การกระตุ้นให้เด็กหัดมองสิ่งต่าง ๆ ให้เด็กไขว่คว้าของเล่น จับเด็กกางแขนกางขา

ยืดเหยียดตามความสามารถของเขา จับพลิกคว่ำ พลิกหงาย นวดสัมผัส เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสต่าง ๆ 

ในร่างกาย กระตุ้นให้เด็กคืบ คลาน เพื่อจะหยิบของเล่น ให้เด็กได้สัมผัส คลานไปในพื้นผิวที่ขรุขระ-อ่อนนุ่ม 

(หลากหลาย) 

พัฒนาการของเด็กวัย 6-12 เดือน สามารถเกาะยืน เกาะเดิน เล่นกับกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ สามารถ

เอื้อมหยิบวัตถุด้วยมือเดียว ปาของเล่นให้กระทบพื้น เคลื่อนไหวตามเสียงดนตรี  กิจกรรมที่เหมาะสม

กับพัฒนาการ คือ เปิดโอกาสให้เด็กได้ลุกนั่ง เกาะ เล่นเกมนิ้วมือง่ายๆ เช่น จับปูดำขยำปูนา แมงมุม

ขยุ้มหลังคา กระตุ้นให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือหาของเล่นที่มีเสียงแตกต่างกันให้เด็กขยำ กลิ้ง เคาะ 

การขว้าง การปา เทกรวด เทน้ำ ทำได้โดยอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง

สามารถร้องเพลงปรบมือให้เด็กเล่นตามจังหวะได้ด้วย 

เด็ก 0-1 ปี เด็กส่วนใหญ่ยังเดินไม่ได้ จะเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ผ่านการคืบคลาน บางคน

ยังไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นกิจกรรมต้องเป็นกิจกรรมที่ผู้ใหญ่จัดให้ เช่น ให้เด็กนั่งในตะกร้า

เล็ก ๆ ที่พอดีกับตัวหรือเป็นกล่อง, ลังที่พอดีกับตัวเด็ก หรือใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนูผืนใหญ่ ๆ ให้เด็กนั่งบนนั้น

แล้วผู้ใหญ่คอยลาก จูง ผลักยานพาหนะที่เขานั่งอยู่ไปเรื่อย ๆ ขณะจูงลากก็ท่องบทกลอน ร้องบทเพลงไปด้วย

อาจเปิดเพลงประกอบก็ได้ 

อายุ 1 - 3 ปี แบ่งเป็นอายุ 1 ขวบถึง 1 ขวบครึ่ง และ 1 ขวบครึ่ง - 3 ปี

เด็กอายุ 1 ขวบถึง 1 ขวบครึ่ง เด็กจะตั้งไข่ เดินเอง ผลัก ดึง  ถือสิ่งของระหว่างที่เดินไปด้วยได้แล้ว 

บางครั้งสามารถกลิ้งและเตะบอลลูกใหญ่ ๆ ได้ สามารถที่จะเลียนแบบสีหน้าท่าทางของผู้ที่พบเห็นได้ 

เลียนแบบเสียงได้แล้ว กิจกรรมที่เหมาะสมควรจะเป็นการจัดพื้นที่ให้เกาะยืน เดินในทิศทางต่าง ๆ ใช้ของเล่น

ที่ลากจูง ที่เขาได้ผลักและดันไปเรื่อย ๆ ครูควรจัดหาลูกบอลสำหรับเตะ กลิ้งลูกบอลและทำท่าทางต่าง ๆ

ให้เด็กทำตาม ให้เด็กทำตามคำสั่งง่าย ๆ เช่น ใครชื่อ…..ยกมือขึ้น อธิบายขณะที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ยิ้มหวาน  

เดินไปข้างหน้า เด็ก 2 ขวบ เริ่มเดินถอยหลังได้ เป็นทักษะที่ยากขึ้น เดินไปในทิศทางต่าง ๆ สามารถบอกว่า

ให้เดินไปข้างหน้า-เดินไปข้างหลัง อาจจะเริ่มวิ่งได้แล้วด้วย เด็กจะสามารถวิ่งแล้วหยุดได้เองโดยไม่ต้องมี

วัตถุอื่นมาช่วยในการหยุด นอกจากนี้ ยังชอบฟังนิทานสั้น ๆ และพยายามทำตามคำสั่ง กิจกรรมเคลื่อนไหว

เชิงสร้างสรรค์สำหรับวัยนี้ สามารถนำนิทานมาประกอบ ดนตรี เสียงร้องเพลงขยับร่างกายทำท่าทางต่าง ๆ 

ตามเพลง ตามผู้นำ หรือทำท่าทางต่าง ๆ ตามนิทานสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนได้ 

เด็กอายุ 2-3 ปี สามารถที่จะเดินขึ้นลงบันไดได้แล้ว กิจกรรมการเคลื่อนไหวสามารถเล่นกับบันไดได้   

เล่นลูกบอล สามารถโยนลูกบอลข้ามไปบนศีรษะ สามารถเขย่งและเดินบนปลายเท้า ลองให้เล่นเดินบนปลาย

เท้าเล็ก ๆ เหมือนกับเราเป็นเท้ามดตัวเล็ก ๆ ต้องเดินเขย่งเท้าเล็ก ๆ เขาสามารถที่จะยืนขาเดียวได้ชั่วครู่

ชั่วยาม ลองให้ยืนขาเดียวได้โดยไม่ล้ม เลียนแบบท่าทางของผู้อื่น กิจกรรมที่เหมาะสม คือ ชักชวน

ให้เคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ ผสมจินตนาการเช่นเดินเล็ก ๆ แบบเท้ามด หรือเดินเร็ว ๆ แบบหนู เดินหนักๆ 

เหมือนหมีตัวใหญ่ เหมือนช้างที่ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าวทีละก้าว ยืนขาเดียวแบบนกกระสา กระโดดไปมา

เป็นกบ ไปข้างหน้าไปข้าง ๆ อาจจะใช้พื้นที่ต่าง ๆ เช่น พื้นหญ้า พื้นต่างระดับแบบบันได โดยครู ผู้ปกครอง

ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการแสดงท่าทางให้เด็กทำตามเพื่อเลียนแบบก่อนในเบื้องต้น

เด็กวัย 3-5 ปี กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสำหรับเด็กวัย 3-5 ปี [3-4 ปีและ 4-5 ปี] 

เด็ก 3-4 ปี มีความสามารถในการเดินไปบนเส้นตรง วิ่งบนปลายเท้าหรือเปลี่ยนทิศทางขณะวิ่ง ทำความเร็ว

ในขณะที่วิ่งได้มากขึ้น ลักษณะการเคลื่อนที่รวดเร็ว ขว้างลูกบอลได้โดยที่ตัวเองไม่เสียสมดุล สามารถโยน

ลูกบอลไปในลักษณะการทอยไปด้านล่างแทนที่จะเป็นการปาขึ้นข้างบนอย่างเดียว รับลูกบอลด้วยมือ

และลำตัวได้สามารถกระโดดกระโดดกระต่ายขาเดียว ควบม้า เคลื่อนไหวหลาย ๆ ส่วนไปได้พร้อม ๆ กัน

ขึ้นบันไดโดยสลับขาได้แล้วกระโดดจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำประมาณ 1 ฟุตได้ เริ่มเล่นสมมติเล่นเป็นกลุ่มได้มากขึ้น 

เริ่มร้องเพลงท่องคำคล้องจองได้ จากเดิมที่ฟังอย่างเดียว วัยนี้สามารถร้องและท่องคำคล้องจองที่ผู้ใหญ่

ท่องให้เขาฟังบ่อย ๆ กิจกรรมที่ควรส่งเสริม คือ การเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม เช่น ส่งบอลต่อกัน จับมือกันเดิน

เคลื่อนที่ในลักษณะที่แตกต่าง เช่น เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เคลื่อนที่เป็นวงกลม ซิกแซ็ก หลบหลีกสิ่งกีดขวาง

เล่นกับอุปกรณ์ เช่น ลูกบอล ริบบิ้น เล่นสมมุติกับอุปกรณ์ต่าง ๆ การเคลื่อนไหวตามเรื่องราวหรือเพลง

ที่ตนเองเป็นผู้ร้อง 

เด็กวัย 4-5 ปี ลักษณะของกิจกรรมสำหรับเด็กวัยนี้ สามารถวิ่งแล้วก็หยุดแล้วหมุนเคลื่อนที่

รอบตนเองเคลื่อนที่ไปรอบวัตถุต่าง ๆ ได้แล้ว ควรเล่นกระโดดกระต่ายขาเดียว ไปข้างหน้าสามารถที่จะ

ก้าวขาไขว้สลับผ่านเส้นกึ่งกลางลำตัวได้แล้ว สามารถเล่นกับผู้อื่นได้ดี อดทนรอคอยตามลำดับก่อนหลัง 

เริ่มรู้จักแบ่งปัน รู้จักการเล่นเกมที่มีกติกาง่าย ๆ กิจกรรมในช่วงนี้ สามารถใช้ลักษณะเกมที่มีกติกาต่าง ๆ 

ที่ไม่ซับซ้อนมาก 

เด็กวัย 5-6 ปี มีพัฒนาการทางด้านร่างกายซึ่งสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ สามารถเคลื่อนไหวในลักษณะ

ต่าง ๆ ได้มากขึ้น กระโดดกระต่ายขาเดียว ได้ กระดูกกระต่ายขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องยาวนาน

มากขึ้น ขว้างลูกบอล ขว้าง ปา หรือทอยลูกบอลอย่างมีจุดหมาย สามารถรับลูกบอลที่กระดอนจากพื้นได้ 

สามารถลื่นไถล กระโดดสลับขาผ่านการเต้นรำตามจังหวะดนตรีง่าย ๆ ที่มีกฎกติกาชัดเจน สามารถเตะ

ฟุตบอลที่กลิ้งอยู่บนพื้นได้แล้ว กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางที่สูงขึ้นมาในระดับหนึ่ง เล่นหรือทำงาน

โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับผู้อื่น สามารถเล่นเกมกติกาที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในกลุ่มได้แล้ว เริ่มเข้าใจ

สิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น กิจกรรมที่ควรส่งเสริมให้ คือ การกระตุ้นให้ได้เคลื่อนไหวหลากหลายแบบ เช่น

กระโดด หมุนตัว การวิ่ง ก้าวกระโดด หรือการกระตุ้นให้เคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเพื่อน

หรือร่วมกันกับเพื่อน เช่น จับมือการเล่นโยกเยกไปมา ถ่ายน้ำหนักกันระหว่างเพื่อน 2 คน เล่นฟุตบอล 

การเล่นเกมที่มีกติกา เช่น วิ่งเปรี้ยว มอญซ่อนผ้า  กิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสมสำหรับ

พัฒนาการของเด็กวัย 5-6 ปี อาจพัฒนาเป็นการละครสร้างสรรค์ ใช้ละครสร้างสรรค์โดยนำเนื้อเรื่อง

มาจากนิทานที่เด็ก ๆ ชอบ เป็นนิทานที่เขาได้ฟังอยู่เรื่อย ๆ และจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้แล้ว เริ่มต้นโดยให้เด็ก

และครูนั่งรวมกันเป็นวงกลม มีคนเล่าเรื่อง 1 คน อาจเป็นเด็กหรือเป็นครูหรือผู้ใหญ่คนอื่นก็ได้ พอเริ่มเล่าเรื่อง

ให้เด็กสมมุติ อาจทำเป็นตัวละครต่าง ๆ ในนิทานออกมา ให้เคลื่อนไหวร่างกายตามบทบาทนั้นเลย โดยไม่ต้อง

กำหนดว่าท่าทางของตัวละครนั้นจะเป็นอย่างไร ให้เด็กทุกคนสามารถทำท่าทางกลางวงหรืออยากทำท่าทาง

ในวงนั้นเลยก็ได้ ละครสร้างสรรค์สำหรับเด็กสามารถเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีก  ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าเด็กจะพึงพอใจได้

ละครไม่จำเป็นต้องมีคนคอยดู หากเด็กอยากจะเล่น ในห้องก็สามารถทำได้

 

การประเมินผลกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

การประเมินผลการเรียนรู้ด้วยสาระสำคัญ สามารถวัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมได้อย่าง

ครอบคลุมหรือไม่อย่างไร  ในการวัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและการประเมินผลกิจกรรม

เคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย สาระสำคัญที่จะใช้ในการประเมิน สาระสำคัญที่ใช้ในการประเมิน 

มีอยู่ 3 ส่วน ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย 

1. จิตพิสัยด้านการชื่นชมผู้อื่น - จิตพิสัยเป็นการประเมินทางด้านจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก รวมไปถึง

ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความสนใจคุณธรรม โดยให้ความสำคัญกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็ก ได้แก่ การมีสมาธิ

จดจ่อ สังเกตว่าเด็กสามารถทำกิจกรรมได้นานเพียงใด เหมาะสมหรือไม่ เมื่อเทียบกับกลุ่มตามบริบทของเขา 

เหมาะสมหรือไม่ เมื่อเทียบกับพัฒนาการตามเกณฑ์อายุ พิจารณาความมั่นใจ สังเกตจากความคมชัดของการ

เปลี่ยนท่าทางว่าเขามีความมั่นใจในการเปลี่ยนท่าทางมากน้อยเพียงใด ความรวดเร็วในการตัดสินใจ 

ความแตกต่างเรื่องของท่าทางลักษณะการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การมีใจ

ที่จะชื่นชมผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสังเกต ลักษณะของการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นเรื่องของจินตนาการ

และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสังเกตว่าหากทำกิจกรรมแล้ว เพื่อนมีสีหน้าอย่างไร มีการแสดงออกถึงความชื่นชม

ยินดีกับท่าทางนั้นมากน้อยเพียงใด 

2. พุทธิพิสัย  เป็นการประเมินทางด้านสติปัญญา การคิด การเรียนรู้ การแก้ปัญหา โดยให้

ความสำคัญกับการคิดวางแผน เพื่อที่จะออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ ของเด็ก กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้ศิลปะ

การแสดง การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่หรือการทำท่าทางที่หลากหลายรวมไปถึงการใช้คำศัพท์ การปฏิบัติท่าทาง

ตามคำศัพท์ที่ใช้เรียกการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ลักษณะการเคลื่อนไหว เช่น คำศัพท์ การก้าวกระโดด หากคุณครู

พูดว่าก้าวกระโดด  เด็กสามารถทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้ถูกต้องหรือไม่ การวางแผนการเคลื่อนไหวในลักษณะ

ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้ร่างกายในการถ่ายทอดการเคลื่อนไหวตามความต้องการของตน การวางแผนการใช้

พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องทางด้านสติปัญญา รวมไปถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้

เช่น วางแผนว่าจะเดินไปข้างหน้าสามก้าว บังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งมาขวางทางไว้ จะเดินอย่างไร จะหยุดแค่นี้ 

หรือบอกให้เพื่อนถอยไป หรืออาจเปลี่ยนทิศทางในการเดิน เหล่านี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งในการเคลื่อนไหว  ระมัดระวังความปลอดภัยเมื่อเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ต่าง ๆ 

และเคลื่อนไหวข้างผู้อื่น ความสามารถในการระมัดระวังความปลอดภัยเมื่อเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ต่าง ๆ 

เมื่อเคลื่อนไหวร่วมกับผู้อื่นสามารถที่จะหยุดได้ก่อนที่จะชนเพื่อน สามารถวางแผนเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มอย่างไร

ไม่ให้บาดเจ็บสอดประสานสัมพันธ์กันใครต้องไปก่อนใครต้องไปหลัง ใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม 

เป็นการวางแผนการคาดการณ์ล่วงหน้า  เราจะสามารถรู้ได้ว่าเด็กแต่ละคน มีความสามารถในเรื่องพุทธิพิสัย

ได้อย่างไร 

3. ทักษะพิสัย เป็นการประเมินในเรื่องของการปฏิบัติตน ส่วนที่แสดงออกมาให้เห็น การใช้ร่างกาย 

โดยให้ความสำคัญกับพฤติกรรมโดยการแสดงออกและการใช้ร่างกายของเด็ก ทักษะพิสัยเข้าใจและปฏิบัติ

ตามคำสั่ง เน้นเรื่องของการใช้ร่างกาย การปฏิบัติตามคำสั่ง จะไม่ได้ดูว่าเข้าใจแค่นั้น แต่จะดูว่าคมชัดหรือไม่ 

เป็นความคมชัดของการใช้อวัยวะต่าง ๆ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ความชัดเจนของการแสดงออกมีมากน้อยแค่ไหน

รวมถึงการแสดงความเป็นตัวของตัวเองของเด็ก เช่น ทำท่าทางออกมาแล้วแตกต่างจากเพื่อน สามารถทำต่อ

ไปได้โดยไม่เขินอาย เป็นความกล้าแสดงออก การประสานสัมพันธ์ ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 

การควบคุมร่างกายในการเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว มือ เท่าไม่พันกัน ไม่สะดุด การใช้พื้นที่ในการ

เคลื่อนไหวในที่ต่าง ๆ การใช้พื้นที่ ใช้ความตระหนักเป็นพิเศษในสถานการณ์การเคลื่อนไหวในพื้นที่

ที่แตกต่างกัน เช่น ให้เด็กเคลื่อนไหวในพื้นที่โล่งแจ้ง  เด็กสามารถวิ่งไปได้ทั่วทุกทิศทุกทางในพื้นที่โล่งแจ้ง

ที่เป็นปูนซีเมนต์แข็ง เขาจะวิ่งอย่างไรในพื้นที่โล่งแจ้งที่เป็นสนามหญ้า รวมไปถึงพื้นต่างระดับ ซึ่งครูต้อง

สังเกตว่าเด็กแต่ละคนสามารถใช้พื้นที่ต่าง ๆ ได้ดีมากน้อยเพียงใด 

พฤติกรรมด้านทักษะพิสัยที่ควรนำมาประเมิน เช่น ความสามารถในการเคลื่อนไหวเลียนแบบ 

การเคลื่อนไหวตามแบบแผน การเคลื่อนไหวตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์  เลียนแบบท่าทาง

ของวัตถุต่าง ๆ โจทย์ที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ และสังเกตว่าเด็กสามารถใช้ร่างกายในลักษณะต่าง ๆ ได้มากน้อย

เพียงใด ให้คะแนนความคมชัดของท่าทางและความสามารถในการใช้ร่างกายของเขา นอกจากนั้น 

การจำแบบแผนการเคลื่อนไหวหรือลำดับการเคลื่อนไหวจาก 1-ไป-2 2-ไป-3   เขาสามารถที่จะลำดับ

การเคลื่อนไหวได้หรือไม่  จดจำความเคลื่อนไหวที่เป็นแบบแผนชัดเจน สามารถทำซ้ำ ๆ ทำแล้วทำอีก

ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า เป็นทักษะการประเมินซึ่งเป็นพื้นฐานของการเต้นรำต่อไปในอนาคต ทักษะพิสัย

ใช้จินตนาการตอบสนองและตีความสิ่งเร้าโดยใช้การเคลื่อนไหว เด็กสามารถตีความคำสั่งในลักษณะต่าง ๆ 

หรือตอบสนองต่อกติกาต่าง ๆ ได้ดีแค่ไหน หากกำหนดกติกาว่าถ้าครูปรบมือ 1 ครั้งให้เด็ก ๆ ลุกขึ้น 

ถ้าหากคุณครูปรบมือ 2 ครั้งให้เด็ก ๆ นั่งลง กติกาบางอย่างอาจยากขึ้น เช่น ถ้าครูยกมือซ้ายให้แปลงร่าง

เป็นกบ-ถ้าครูยกมือขวาให้เปลี่ยนเป็นผีเสื้อ ซ้ายขวา แล้วทำสลับกันไป-มา โดยสังเกตเด็กทีละคน การทำซ้ำ

จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ ครูก็จะมีเวลาในการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคลได้มากขึ้น การแสดงการเคลื่อนไหว

ประกอบเพลง ประกอบจังหวะหรือประกอบนิทานก็เป็นคุณลักษณะที่สามารถนำมาประเมินได้

เป็นทักษะสำคัญที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ร่างกาย  สาระสำคัญ

ที่ใช้ในการประเมินด้านทักษะพิสัย การเคลื่อนไหวประกอบเพลง จังหวะ นิทาน เป็นคุณลักษณะที่สามารถ

นำมาประเมินได้เป็นความสามารถในการใช้ร่างกายของเด็ก ในการเคลื่อนไหวประกอบเพลง ประกอบจังหวะ

ซึ่งจะต้องใช้ทักษะมากกว่า 1 คือ ต้องใช้ร่างกายประกอบกับประสาทสัมผัสทางด้านอื่น ๆ ตาดู-หูฟัง-ร่างกาย

ขยับ เป็นการประเมินประสาทสัมพันธ์ของประสาทสัมผัสทั้งหมดของเด็ก

ผู้สอนสามารถออกแบบการเก็บข้อมูลพัฒนาการของเด็กกลุ่มใหญ่ได้อย่างไร จึงจะสามารถ

เก็บข้อมูลได้ครบถ้วนและตรงตามความเป็นจริง การเก็บข้อมูล การบันทึกข้อมูล เพื่อประกอบการวัด

ประเมินผลการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ควรเป็นการจัดในบริบทที่เด็กทำกิจกรรมจริงได้อย่างมีอิสระ 

อย่างพึงพอใจสนุกสนาน ไม่รู้สึกว่ามีการทดสอบหรือเรียกมาดูเป็นรายบุคคล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง 

เพราะฉะนั้น การประเมินผล การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยจำเป็นที่จะต้องวัดและประเมินในบริบทจริง

ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของครูปฐมวัย ที่ต้องคอยสังเกตเด็กแต่ละคนในการทำกิจกรรม  หลังจากสังเกต 

ให้รีบจดบันทึกครูอาจทำเป็นเช็คลิสต์หรือทำเป็นให้คะแนน มีสังเกตการณ์และบันทึกข้อมูล หรือจดบันทึก

เป็นความเรียง ซึ่งจะช่วยให้ครูจดจำบริบทต่าง ๆ โดยรอบ นอกเหนือจากพฤติกรรมที่เด็กทำได้ดี  รู้ถึงบริบท

และสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย การวัดและประเมินจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงความแตกต่าง

ระหว่างบุคคลรวมไปถึงฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ประสบการณ์เดิมและสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กได้รับมา ได้สัมผัสมา

เพราะฉะนั้นวิธีการวัดและประเมินผลของแต่ละบุคคลแต่ละโรงเรียน แต่ละสถานที่จะแตกต่างกัน 

ควรออกแบบวิธีการวัดประเมินให้เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ของแต่ละบุคคล เรียนรู้เรื่องของ

ความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหว เรียนรู้เกี่ยวกับตัวอย่างการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 

การจัดกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ การจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

MODULE 7 : การประเมินความสามารถผู้เรียน

แนวทางการประเมินความสามารถผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 https://evalpatomwai.blogspot.com/p/2568.html