หน้าเว็บ

สุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย

 สุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย

ความหมายของสุนทรียะ

คำว่า ''สุนทรียะ สุนทรีย์ หรือ สุนทรียภาพ” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า ''Aesthetic" นั้นมีผู้ ให้ความหมายไว้ ดังนี้

“สุนทรียะ'' มาจากคำว่า ''สุนทร" ที่แปลว่า ดี งาม ไพเราะ

สุนทรียะ หรือ สุนทรีย์ หมายถึง เกี่ยวกับความนิยมความงาม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

พ.ศ. 2525)

สุนทรีย์ (Aesthetic) เกี่ยวกับความซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งงดงาม ไพเราะ หรือรื่นรมย์ไม่ว่าจะเป็นของธรรมชาติหรืองานศิลปะ ความรู้สึกนี้เจริญได้ด้วยประสบการณ์หรือการศึกษา อบรม ฝึกฝน จนเป็นอุปนิสัยเกิดเป็นรสนิยม (taste) ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล (พจนานุกรมศัพท์ศิลปะ อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2530)

ศิลป์ พีระศรี (2527) กล่าวว่า สุนทรียภาพ (Aesthetic) หมายถึง ความรู้สึกโดยธรรมดาของคนทุกคน ซึ่งรู้จักคุณค่าของวัตถุที่งาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเสียง และถ้อยคำที่ไพเราะ ความรู้สึกในความงามนี้ย่อมเป็นไปตามอุปนิสัย การอบรมและการศึกษาของบุคคล ซึ่งเรียกรวมกันว่า “รส" (taste)

มัย ตะติยะ (2547) กล่าวว่า สุนทรียภาพ หมายถึง ความซาบซึ้งในคุณค่าแห่งความงาม ความประณีต และเรื่องราว ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ของมนุษย์

สรุปได้ว่า คำว่า “สุนทรียะ สุนทรีย์ หรือ สุนทรียภาพ” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า "Aesthetic” นั้นหมายถึง ความชาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่ดี สิ่งที่งามและสิ่งที่ไพเราะ ทั้งจากธรรมชาติหรืองานศิลปะ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ของมนุษย์ และความรู้สึกนี้เจริญได้ ด้วยประสบการณ์หรือการศึกษา อบรม ฝึกฝน จนเป็นอุปนิสัยเกิดเป็นรสนิยม (taste) ที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

Lowenfeld (1987) กล่าวว่า การเจริญเติบโตทางสุนทรียะ มักถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของประสบการณ์ศิลปะ ตามความคิดของ Lowenfeld คำจำกัดความของสุนทรียะ คือ การจัดการความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ไปสู่การแสดงออกเพื่อสื่อสารความคิด และความรู้สึก ถึงคนอีกคนหนึ่ง การจัดการกับคำเรียกว่า ร้อยแก้วหรือร้อยกรอง การจัดการกับโทนเสียงต่าง ๆ เรียกว่า ดนตรี การจัดการกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เรียกว่า การเต้นรำ และการจัดการกับ เส้น รูปร่าง รูปทรง สี เรียกว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับสุนทรียะไว้ เพราะเป็นสิ่งที่ขึ้นกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะการทำงานศิลปะ แรงบันดาลใจ เนื้อหา หรือจุดมุ่งหมาย มีความหลากหลายกันไป

ไนผลงานการสร้างสรรค์ของเด็ก การเจริญเติบโตทางสุนทรียะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แสดงให้เห็นด้วยความสามารถไนการสัมผัส ในการบูรณาการประสบการณ์เรื่องราวต่าง ๆ โดยการบูรณาการนี้สามารถเห็นได้จากความกลมกลืนของการจัดการและการแสดงออกของความคิดและความรู้สึกผ่านเส้น พื้นผิว และสีที่ใช้ เด็กเล็กจัดการโดยใช้สัญชาตญาณ สื่อคิลปะแต่ละชนิดให้สุนทรียะในการใช้ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เส้นในผลงานประติมากรรม ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเส้นสวยงามในการวาดภาพ

Lowenfeld เน้นยํ้าความสำคัญของสุนทรียะกับการศึกษาว่า การศึกษาเป็นการปลูกฝัง เกี่ยวกับการแสดงออกในการจัดการบุคลิก นั้นคือ การจัดการกับคำ ในการใช้คำพูดในการสื่อสาร การจัดการกับตัวเลข หรือสัญลักษณ์ในการพัฒนาการคิดทางคณิตศาสตร์ และจัดการกับภาพในการทำงานศิลปะ ดังนั้น การศึกษาจึงถือเป็นการพัฒนาพฤติกรรมทางสุนทรียะ พัฒนาการทางสุนทรียะจึงเป็นสิ่งเติมเต็มให้กับการศึกษา

 

 

สุนทรียศึกษา หมายถึง การจัดการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดความสุนทรีย์ และพัฒนา ความไวในการรับรู้ความรู้สึกสุนทรีย์ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนให้สูงขึ้น ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการค้นพบอิสรภาพของตนเอง ส่งเสริมประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนค้นพบแนวทาง ในการรับรู้ที่หลากหลาย ส่งเสริมการใช้สติปัญญา จินตนาการ และส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และความรู้สึกให้สูงขึ้น จากการทำงานศิลปะทุกแขนง พิจารณาคุณค่าของงานศิลปะ และ การได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ

 

 

การจัดสุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย

ประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็กปฐมวัย

นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “ประสบการณ์สุนทรียะ” ไว้ดังนี้

Ralph Smith (1985 อ้างถึงใน Lim, 2000) ได้ให้มุมมอง 4 มุมมองเกี่ยวกับประสบการณ์

สุนทรียะ ไว้ดังนี้ คือ

1) ในมุมมองของ Monroe Beardsley กล่าวว่า ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “แก่นแท้ของความพอใจ” ซึ่งไม่ใช่เพียงภาวะของความรู้สึกดี หรือความสนุกสนาน แต่ว่าเป็นความพอใจที่ขับมาจากการมีประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อน และมีความรอบรู้ในงานศิลปะที่หลากหลายและโดดเด่น

2) ในมุมมองของ Harold Osborne ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “การรับรู้คุณค่าที่มีอยู่เดิม” เป็นการรับรู้คุณค่าภายในของสิ่งนั้น ความสามารถในการรับรู้ที่มีการกลั่นกรอง และพิจารณาอย่างระมัดระวัง ในภาวะของสิ่งนั้น ๆ เป็นการตระหนักรู้ขั้นสูง ที่ทำให้บุคคลรู้สึกถึงความสำคัญ ตื่นตัว และทำให้จิตมีการทำงานที่เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ

3) ในมุมมองของ Nelson Goodman ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “ความเข้าใจ” ที่มีความเป็นพลวัตร (หมุนเปลี่ยน และมีผลกระทบต่อเนื่อง) ที่ไม่หยุดนิ่ง ที่สร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อน มีการแยกแยะแจกแจง การรับรู้ด้วยจิต เพื่อที่จะชี้บ่งบอก หรือตีความสัญลักษณ์ การทำงานของปัญญาของงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ ที่สามารถทำให้แยกแยะถึงความแตกต่าง

4) ในมุมมองของ Eugene Kaelin ประสบการณ์สุนทรียะ เป็น “ประสิทธิภาพที่มีอยู่ภายใน” เป็นความสามารถมองปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่นั้น โดยที่เน้นลงไปที่การสื่อสารอย่างเป็นอิสระในงานศิลปะ และความรู้สึก ความเหมาะเจาะกลมกลืนระหว่างสิ่งที่เห็นในผิวระนาบกับความลึก หรือความหมายที่มีอยู่ภายใน

ประเสริฐ ศีลรัตนา (2542) กล่าวว่า ประสบการณ์ทางสุนทรียะของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกที่ทุกเวลา การเกิดขึ้นของประสบการณ์ทางสุนทรียะจะต้องมีองค์ประกอบที่ครบวงจร ดังนี้

1) สุนทรียวัตถุ คือ สิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับความนิยมหรือความงาม สุนทรียวัตถุนี้ถือเป็นเหตุที่ทำให้เกิดประสบการณ์ทางสุนทรียะแก่ผู้รับรู้ แบ่งออกได้เป็นสองประเภท ได้แก่ สุนทรียวัตถุที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ และสุนทรียวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น สุนทรียวัตถุที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ รูปทรงเหล่านี้ มีรูปลักษณะและสีสันต่างๆกัน บางส่วนก็กลมกลืนกัน บางส่วนก็ตัดกัน และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของกาลเวลา ส่วนที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น จิตรกรรมประติมากรรม และรูปทรงต่าง ๆ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นสองมิติ สามมิติ หรือสี่มิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเวลาและบริเวณว่างก็ได้

2) มนุษย์รับรู้  สามารถแยกออกได้สองพวก คือ มนุษย์ผู้สร้างสุนทรียวัตถุและมนุษย์ผู้สนใจ ผู้ศึกษาและผู้สนับสนุน ทั้งสองกลุ่มต่างมีสุนทรียวัตถุเป็นตัวกลางร่วมกัน สื่อถึงกันได้โดยลักษณะเฉพาะของตัวกลางนั้น เช่น ถ้าตัวกลางเป็นดนตรีก็สื่อกันด้วยเสียง ถ้าตัวกลางเป็นจิตรกรรมก็สื่อกันด้วยสี และต้องมีการขานรับที่ตรงกัน คือต้องอยู่บนพื้นฐานประสบการณ์ที่ตรงกัน และประสบการณ์ก็มีเงื่อนไขเกี่ยวกับวัย วุฒิ ชั้นวรรณะ ชาติ ศาสนา และยุคสมัย ฯลฯ ที่ตรงกันด้วย

3) สุนทรียรส ได้แก่ ส่วนที่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นส่วนสำคัญที่เป็นผลของประสบการณ์ทางสุนทรียะ เพราะช่วยปลุกจิตใจให้เบิกบานยินดี ชื่นชม เกิดความรู้สึกกินใจ เผลอใจ ลืมตัว หรืออาจไม่มีความสุข เพราะเกิดจากการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสงสาร เวทนา หรือเกิดความสำนึกขึ้นในใจ ส่วนที่เป็นความรู้สึกนี้ แม้จะมีสุนทรียวัตถุอยู่ตรงหน้าหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน หรือเกิดการขานรับที่ตรงกัน ก็สามารถทำให้เกิดประสบการณ์ทางสุนทรียะได้ และหลังจากที่รับรู้ทางสุนทรียะวัตถุ ตลอดจนเกิดความรู้สึกต่าง ๆ ขึ้นแล้ว จะเกิดความคิดรวบยอดหรือส่วนที่ให้แนวคิดกับผู้รับรู้ เช่น เกิดในรูปของการได้แนวคิดเชิงปรัชญา เนื้อหา สาระ กระบวนการ และประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจโดยเฉพาะ

ลักษณะเด่นของประสบการณ์สุนทรียะ ซึ่งช่วยอธิบายความหมายของสุนทรียรส เพื่อสร้างความกระจ่างให้มากขึ้น คือ

1 ) ประสบการณ์ทางสุนทรียะเป็นความพอใจที่เกิดจากการรับรู้โดยไม่ประสงค์สิ่งใด

2) ประสบการณ์ทางสุนทรียะทำให้กิจกรรมในชีวิตจริงหยุดพักชั่วคราวและมีความเพลิดเพลิน เช่น การดูละคร ผู้ชมจะรู้สึกว่าเรื่องที่กำลังดูอยู่นั้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง เพราะฉะนั้น จึงรู้สึกได้ว่าได้รับการผ่อนคลายความตึงเครียด แล้วเริ่มมีความรู้สึกนึกคล้อยตามเรื่องที่ได้รับรู้อยู่นั้น และเกิดอารมณ์ดื่มดํ่าอยู่ในความเพลิดเพลินที่ไม่ยึดมั่นเกี่ยวกับตัวเรา ซึ่งจากความว่างเปล่าที่ไม่ยึดมั่นเกี่ยวกับตัวเอง และการที่ไม่ใส่ใจถึงกิจกรรมในชีวิตจริง ทำให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์จิตใจได้รับการพักผ่อน เป็นการสะสมกำลังเพื่อสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตจริง ด้วยความกระปรี้กระเปร่า และมีประสิทธิภาพต่อไป

3) ประสบการณ์ทางสุนทรียะทำให้เกิดอารมณ์ร่วมและความคิดล่องลอย การที่ผู้ดูรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่กำลังรับรู้อยู่นั้น กระทั่งเกิดความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ไปกับสิ่งที่รับรู้ คล้ายกับว่าเป็นเรื่องจริงในชีวิตของตนเอง นั่นคือ ลักษณะเคลิบเคลิ้ม หรือลักษณะอารมณ์ร่วม ที่ถูกแล้วผู้รับรู้ไม่ควรนำตนเองเข้าไปเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วคิดปนกับชีวิตจริงของตนหรือคิดว่าเป็นเรื่องของตนจริง ๆ เพราะลักษณะเช่นนี้จะทำให้ความสนุกสนานเชิงสุนทรียะจากเรื่องหรือสิ่งที่กำลังดูอยู่หมดไปทันที ที่ถูกนั้นผู้ดูควรสำนึกอยู่เสมอว่า เรื่องราวที่กำลังดูหรือรับรู้อยู่นั้น ไม่ใช่เรื่องจริงในชีวิตของตน อาจเป็นเรื่องที่สมมุติขึ้น หรือเป็นจินตนาการ ลักษณะนี้เรียกว่าความคิดล่องลอย ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของความสนุกสนานทางสุนทรียะ

อารี สุทธิพันธุ์ (2533) กล่าวว่า ประสบการณ์สุนทรียะต่างกับประสบการณ์อื่น ๆ ตรงที่เป็น ประสบการณ์ที่จัดหาให้กับตนเอง เลือกเอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อเกิดขึ้นแก่เราแล้วช่วยให้เราเพลิดเพลิน พึงพอใจ เกิดเป็นความอิ่มเอิบใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เช่น การไปเดินเล่น การไปชมนิทรรศการ ไปดูภาพยนตร์ ฯลฯ ประสบการณ์สุนทรียะเหล่านี้ เรามีความเต็มใจที่จะได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่สังคมจัดขึ้น หรือเราเลือกกิจกรรมนี้สำหรับตนเอง กล่าวได้ว่าเป็น ประสบการณ์ที่บังคับกันไม่ได้ เกิดจากความต้องการหรือความอยากของตนเอง

ประสบการณ์สุนทรียะที่เลือกให้แก่ตนเองนี้ ผู้มีประสบการณ์มักอดไม่ได้ที่จะเผื่อแผ่ผู้อื่นที่มีความสนใจคล้าย ๆ กัน เพื่อให้ผู้อื่นได้ร่วมรู้สึกเบิกบานยินดี และมีความสุขด้วย สอดคล้องกับความจริงที่ว่าเมื่อรับอะไรเข้าไปแล้ว ก็จะพยายามถ่ายทอดออกมาเพื่อรักษาให้อยู่ในสภาพสมดุล ประสบการณ์สุนทรียะเป็นการรับรู้ที่ไม่หวังผล ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงแต่อย่างใด มนุษย์หาประสบการณ์สุนทรียะสำหรับความสุขของตนเอง

จินตนาการของมนุษย์นั้นเป็นผลพวงของประสบการณ์ตรง ช่วยในการก่อเกิดประสบการณ์สุนทรียะ เป็นการดูพร้อมกับจินตนาการไปด้วยตรงกับภาษาอังกฤษว่า seeing as ในการดู ตามสีแสงและจังหวะจะโคนที่เร้าให้รู้สึก ซึ่งจะต่างจากการดูธรรมดา ที่ต้องการจะรู้เรื่อง ตรงกับภาษาอังกฤษว่า seeing in

สรุปความหมายของคำว่า “ประสบการณ์สุนทรียะ” หมายถึง ประสบการณ์ที่ทำให้ผู้มีประสบการณ์เกิดความพอใจ เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการรับรู้ทำให้ผู้มีประสบการณ์เกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน พึงพอใจ อิ่มเอิบใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

 

Jalongo และ stamp (1997) กล่าวถึง ลักษณะของประสบการณ์สุนทรียะที่สำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยว่า

1) ประสบการณ์สุนทรียะเป็นประสบการณ์ที่มีลักษณะ ปลายเปิด และเป็นการสมัครใจ

ภาพของเด็กที่มีลักษณะเหมือนกัน และเป็นการทำซํ้า ไม่มีลักษณะเฉพาะ ไม่สร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะปลายปิด ซึ่งประสบการณ์สุนทรียะจะต้องมีลักษณะกิจกรรมที่เป็นปลายเปิด เด็ก ๆ ได้ทำงานฝีมือด้วยตนเองมากกว่าที่จะเลียนแบบผู้ใหญ่

2) ประสบการณ์สุนทรียะจำเป็นต้องอาศัยการเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม

เลือกใช้วัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้รู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ สอนให้เด็กเป็นคนเลือกใช้สื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่ควรนำอาหารมาสร้างงานศิลปะ ครูควรจัดสื่อให้เด็กเลือกได้อย่างหลากหลาย และบอกถึงวิธีการใช้สิ่งนั้น

3) ประสบการณ์สุนทรียะเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ของเด็ก

โดยประสบการณ์สุนทรียะของเด็กนั้นเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของเด็ก สื่อ และการติดต่อระหว่างสิ่งสองสิ่ง สิ่งที่กล่าวถึงนั้นอาจจะเป็นประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และสื่อ คือ กระดาษแข็ง และสีเทียน ที่เด็กเป็นคนเลือกและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สิ่งนั้นก็คือ การเชื่อมโยง และการแปลความหมายประสบการณ์จากประสบการณ์ตรง ไปสู่งานทัศนศิลป์ โดยกิจกรรมที่เด็กริเริ่มทำให้เกิดสุนทรียะในการเชื่อมโยง ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

4) ประสบการณ์สุนทรียะสนับสนุนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการเลียนแบบ

ครูควรคิดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่ไม่มีคุณค่าในทางสร้างสรรค์โดยการตั้งคำถาม 4 คำถามก่อนการสร้างกิจกรรม คือ

          1. ได้มีการกำหนดขั้นตอนการตอบสนองของเด็กไว้ล่วงหน้าหรือไม่ หากมีการกำหนด กิจกรรมนั้นไม่ใช่กิจกรรมศิลปะ แต่เป็นการทำตามคำสั่ง เช่น การตัดตามรอย การลากเส้นตามรอยประ

          2. ผลงานของเด็กออกมาเหมือนกันหรือไม่ ถ้าออกมาเหมือนกัน กิจกรรมนั้นไม่ใช่กิจกรรมศิลปะ

3. กิจกรรมนี้ทำเพื่อใคร หากเด็กไม่สามารถทำเองได้ แสดงว่ากิจกรรมนั้นไม่ใช่

กิจกรรมศิลปะ

4. สิ่งที่ครูพยายามให้เด็กสร้างสรรค์ฃึ้นใหม่ในผลงานของเด็กนั้น เป็นไปตามขั้นพัฒนาการของเด็กหรือไม่ ถ้าเป็นการเร่งเด็ก สิ่งนั้นไม่ใช่กิจกรรมศิลปะ

5) ประสบการณ์สุนทรียะ คือ สัมผัสที่หลากหลาย

ประสบการณ์สุนทรียะบูรณาการสัมผัสต่าง ๆ เข้ากับความคิด และภาษา ได้พอดีกับประสบการณ์ของเด็กที่สัมพันธ์กันระหว่างประสบการณ์เดิม ประสบการณ์ปัจจุบัน และอนาคต เมื่อเด็กมีการตอบสนองอย่างมีสุนทรียะ เด็กผูกพันกับกิจกรรม 3 ประเภท คือ

1. การแสดงออกผ่านสื่อที่มีความเป็นศิลปะที่หลากหลาย

2. การสนทนาหรือการสื่อสารมีศูนย์กลางอยู่ที่ประสบการณ์ทางศิลปะ

3. ยอมรับความเป็นศิลปะในตนเองและผู้อื่น

การตอบสนองทางสุนทรียะของเด็ก เป็นผลมาจากอิทธิพลภายนอก ได้แก่ สิ่งของต่าง ๆ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ประสบการณ์เดิม โอกาสทางวัฒนธรรม และการตอบสนองที่มีความหมายจากผู้ใหญ่ในชีวิตของเด็ก การตอบสนองทางสุนทรียะยังได้รับอิทธิพลจากลักษณะเฉพาะภายในของเด็กด้วย ได้แก่ ประสาทสัมผัสในการรับรู้ ความสามารถทางสติปัญญา และทักษะในการเคลื่อนไหว สำหรับนักการศึกษา เรามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลมากกว่าอิทธิพลภายนอกต่อความเจริญเติบโตทางศิลปะและสิ่งสูงสุดที่เกิดขึ้นกับเด็ก

6) ประสบการณ์สุนทรียะเป็นธรรมชาติ

เด็ก ๆ มีส่วนร่วมและมีการตอบสนองกับศิลปะอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เด็กทารกสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวจากเพลง เด็กปฐมวัยสามารถสังเกตการสร้างสรรค์รูปทรงที่แตกต่างได้จากทรายที่เปียก โดยปราศจากการแนะนำจากผู้ใหญ่ ศิลปะที่แท้จริงใช้ประสบการณ์ของเด็กเป็นแหล่งของสื่อ เชื่อมั่นในเด็ก โดยการให้ความสำคัญกับการยึดกิจกรรมที่เด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กเป็น ผู้ริเริ่ม กล่าวคือ ความคิดเริ่มต้นเป็นของเด็ก เด็กเป็นผู้กำหนดทิศทาง เป็นผู้นำทาง และไม่ต้องการการแทรกแซงจากผู้ใหญ่มากเกินไป ในการทำกิจกรรมให้เสร็จสมบูรณ์สำหรับการให้เด็กเป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้กำหนดทิศทางกิจกรรมศิลปะ ห้องเรียนควรสร้างสภาพให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ศิลปะ

7) ประสบการณ์สุนทรียะเกี่ยวข้องกับการเข้าสังคม

การพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์การยอมรับในความคิด และความชื่นชอบที่แตกต่างกัน

8) ประสบการณ์สุนทรียะเป็นการบูรณาการจิตใจและจิตวิญญาณ

ความคิดและจิตใจ เป็นสิ่งที่ความประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการเล่านิทานประกอบการเชิดหุ่นโดยใช้ร่างกายในการเชิด ความคิดในการจดจำบท แสดงความรู้สึกผ่านเสียง การตอบสนองกับเพื่อนในชั้นเรียนด้วยกันด้วยคำพูดและการแสดงออก

9) ประสบการณ์สุนทรียะนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่น่าประทับใจ

ครูสาธิตเทคนิคการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างสมํ่าเสมอ ในการสนับสนุนให้เด็กทำสิ่งใหม่ ๆ สนใจกับพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งยังต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และพยายามให้ทุกคนมีมารยาทที่ดี สุภาพ

 

Cemrel (1975 อ้างถึงใน วิรุณ ตั้งเจริญ, 2535) ได้สร้างโปรแกรมสุนทรียศึกษาที่ประกอบไว้ด้วยโปรแกรมหลัก 6 กลุ่ม คือ

          1) สุนทรียะในโลกกายภาพ (Physical World) มุ่งเน้นการเสนอกิจกรรมที่สร้างความซาบซึ้งหรือชื่นชมต่อแสง การเคลื่อนไหว เสียง และบริเวณว่าง

2) สุนทรียะในปัจจัยศิลปะ (Art Element) ครอบคลุมถึงปัจจัยศิลปะที่จำเป็นในงานศิลปะทั้งหลาย เช่น พื้นผิว ส่วนย่อยและส่วนรวม นํ้าหนัก สี ความขัดแย้งเชิงนากลักษณ์ ลีลา การกำหนดและสิ่งแวดล้อม  การสื่อสารไร้คำ ความสัมพันธ์ของรูปทรง รูปร่าง และกระบวนการเคลื่อนไหว

3) สุนทรียะในกระบวนการสร้างสรรค์ (Creative Process) ครอบคลุมถึงปัญหาต่าง ๆ เช่น สร้างแบบให้สัมพันธ์กับเสียง สร้างความสัมพันธ์เสียงและการเคลื่อนไหว สร้างสรรค์เสียงและภาพ วิเคราะห์บุคลิกลักษณะ สร้างสรรค์ภาพ คำ สร้างสรรค์บุคลิกลักษณะ สร้างรูปกับการเคลื่อนไหว ฯลฯ เป็นการผสานกระบวนการการสร้างสรรค์สื่อชนิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

4) สุนทรียะในศิลปิน (Artist) เป็นการศึกษาชีวิต การทำงาน การสร้างสรรค์ และความคิดของนักแสดง ศิลปิน นักเขียน นักแต่งเพลง กวี สถาปนิก ผู้สร้างภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติต่อผู้สร้างสรรค์โดยตรง

5) สุนทรียะในวัฒนธรรม (Culture) เป็นการเชื่อมโยงเด็กเข้าสู่วัฒนธรรมในสังคม ซึ่งเด็กควรจะชื่นชมว่า สุนทรียะในทางวัฒนธรรมอยู่ที่ไหน ทำไมจึงชื่นชม ชื่นชมอย่างไร ชื่นชมในสภาพปัจเจก คุณค่า ฯลฯ

          6) สุนทรียะในสิ่งแวดล้อม ( Environment) เป็นการทัศนศึกษาสิ่งแวดล้อมในจินตนาการ สุนทรียะของบุคคล และบริเวณว่างสาธารณะ สิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งแวดล้อมในอนาคต สุนทรียะของเทคโนโลยี สุนทรียะของศิลปะในสิ่งแวดล้อม ฯลฯ


บทบาทครู

การจัดสุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมาก

Lindqvist (1995) เน้นว่า ครูควรตระหนักว่า “สุนทรียะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำให้ความรู้มีชีวิตชีวา” ในการเพิ่มพูนประสบการณ์สุนทรียะสำหรับเด็ก Edwards and Gandini (1993) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ครูให้เด็ก ๆ มีประสบการณ์มากมายก่อนทำกิจกรรมศิลปะ เช่น ดึงความสนใจของเด็กไปสู่การสร้างความประทับใจผ่านการค้นพบ การสังเกต การเที่ยวชม และ การพูดคุย ซึ่งกระตุ้นจิตสำนึกที่มีลักษณะเฉพาะของเด็ก เพื่อความสำเร็จในการนำเด็กไปสู่การนำเสนอสัญลักษณ์ในระดับที่สูงขึ้น กล่าวคือ เมื่อครูพิจารณาศิลปะจากมุมมองทางด้านสุนทรียะ ซึ่งดำเนินไปนอกเหนือไปจากการมองแบบเดิมที่แคบ เด็ก ๆ จะมีโอกาสในการเพิ่มพูนประสบการณ์สุนทรียะมากขึ้น


Schirrmacher Robert (1997) กล่าวถึง บทบาทครูปฐมวัยที่สนับสนุนพัฒนาการทางสุนทรียะของเด็ก ไว้ว่า

1) ครูเป็นแบบอย่างทางสุนทรียะ (Teacher as aesthetic model)

     สำคัญมากที่ครูจะใช้เวลาส่วนตัวกับการตอบสนองทางสุนทรียะ ครูสามารถเป็นแบบอย่างของสำนึกทางสุนทรียะและความรู้สึกที่เกี่ยวข้องผ่านประสาทสัมผัส หนทางหนึ่ง คือ การแต่งกายก็บอกถึงสุนทรียะด้วย แต่งกายเรียบร้อย สบาย และเหมาะสมกับการก้มตัว การเคลื่อน ไหว การเล่น และการนั่งที่พื้น สามารถสะท้อนความชื่นชมในสีและความกลมกลืนของสีในการเลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

2) ครูจะต้องมีจิตใจที่งดงาม (Teacher's inner beauty)

     จิตใจภายในที่งดงามของครู แสดงให้เห็นได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กทุกคน และเห็นคุณค่าของความแตกต่างของเด็กแต่ละคน มองหาความแตกต่างและความงามของเด็กแต่ละคน และทำให้เด็กเหล่านั้นรับรู้ด้วยการถ่ายทอดข้อความที่ไพเราะ สวยงาม เด็ก ๆ ชอบน้ำเสียงที่พิเศษ และการไม่ใช้อำนาจกับเด็ก

          3) มองหาศิลปะต่าง ๆ อย่างหลากหลาย (Provide for a wide variety in the arts)

     เด็ก ๆ ควรจะได้พบความแตกต่างที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น งานศิลปะที่หลากหลายรูปแบบ บทเพลงหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างมีสุนทรียะ (Aesthetic classroom) ห้องเรียนสามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นสุนทรีย์ได้และสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการสัมผัสที่หลากหลาย ติดภาพงานศิลปะ โครงสร้างของห้อง และการเลือกใช้สี จัดให้มีกิจกรรมไปเยี่ยมศิลปินหรือคนที่ทำงานศิลปะต่าง ๆ และจัดกิจกรรมศิลปะนอกสถานที่ (Art trips)

 

ที่มา:

อัธยา ศาลยาชีวิน. (2548). การศึกษาการจัดสุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย

        ในโรงเรียนที่ใช้แนวการศึกษาวอลดอร์ฟและเรกจิโอ เอมิเลีย

        วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ภาควิชาหลักสูตร 

        การสอน และเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

MODULE 7 : การประเมินความสามารถผู้เรียน

แนวทางการประเมินความสามารถผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 https://evalpatomwai.blogspot.com/p/2568.html